ความเสี่ยงเชิงปรัชญา (Philosophical Risk)

-เผยแพร่ครั้งแรกในบลอก fuse.in.th-

อ่านข้อความต่อไปนี้ อ่านได้ความว่าอย่างไร

“ความเป็นรัฐชาติเป็นสิ่งสมมุติ แต่เดิมนั้นแผ่นดินเชื่อมต่อกันและไม่มีแนวคิดเรื่องดินแดนอธิปไตย ต่อมาเกิดแนวคิดขีดเส้นแบ่งดินแดนและสมมุติสิ่งที่เรียกว่าความเป็นชาติในดินแดนนั้นกดทับลงไปบนชุมชนย่อยต่างๆ ที่แต่เดิมไม่ได้มีสิ่งใดร่วมกันมาก่อน…”

แล้วข้อความต่อไปนี้ อ่านแล้วได้ความว่าอะไร

“สถาบันกษัตริย์มีไม่ได้มีสถานะเป็นที่เคารพนับถือแบบนี้มาแต่เดิม หากแต่เพิ่งเริ่มสร้างวาทกรรมเช่นนี้มาไม่นานนัก โดยเริ่มจากสมัยจอมพลสฤษดิ์เป็นต้นมา…”

ข้อความลักษณะนี้จะพบได้ทั่วไปในช่วงหลักๆ ในเวบบอร์ด ในบทความ ในทุกๆ ที่ ข้อเสนอนั้นดูผิวเผินแล้วมันช่างเร้าใจ เพราะมันพลิกความคิดความเชื่อแต่ดั้งเดิมที่เรียนรู้กันมาตั้งแต่เด็ก แต่ทุกคนจะเข้าใจมันถูกต้องจริงหรือ?

สมมุติให้เด็กมัธยมหรือคนทั่วไปหลุดมาอ่านบทความเหล่านี้ เขาจะเข้าใจหรือไม่ว่าวลีว่า “เป็นสิ่งสมมุติ” และ “วาทกรรม” หรือในกรณีของบทความอื่นก็จะมีวลีอย่าง “เกิดจากการประกอบสร้าง” ฯลฯ มันมีความหมายว่าอย่างไร

เห็นได้ว่าถ้าไม่มีพื้นฐานในเรื่องนี้มาก่อน การตีความให้ถ่องแท้จะไม่สามารถทำได้

แม้ว่าปรัชญาบางสำนักจะพยายามอ้างว่า การอ่านผิดเป็นเรื่องธรรมชาติ ทุกคนควรยอมรับความหมายที่แต่ละคนเข้าใจไป ไม่ควรผูกขาดความเข้าใจที่เป็นหนึ่งเดียว

แต่การตีความวลี “รัฐชาติไทยเป็นสิ่งสมมุติ” ว่า ชาติเป็นสิ่งเลวร้าย ควรกำจัดออกไปแล้วต่างคนต่างอยู่ หรือตีความว่า ชาติไทยเป็นสิ่งเฮงซวยต้องสละสัญชาติไปอยู่ลาว เช่นนี้ควรยอมรับหรือไม่

หรือการเข้าใจประโยคว่า “สถาบันกษัติรย์เพิ่งมีสถานะแบบปัจจุบันก็เพราะการประกอบสร้าง” ว่าหมายถึง ต้องล้มสถาบันกษัตริย์ด้วยอาวุธ และทุกคนมีสิทธิกล่าวหาในหลวงด้วยข้ออ้างที่ไม่มีหลักฐานประกอบได้ตามชอบใจ เช่นนี้ควรยอมรับได้หรือไม่

คนละเรื่องเลยนะครับ

สิ่งที่ถูกสมมุติ สิ่งที่ถูกประกอบสร้าง สิ่งที่เป็นวาทกรรม มันหมายเพียงว่ามันไม่ใช่สิ่งที่เป็นแบบนั้นตั้งแต่ดั้งเดิม หมายเพียงว่ามีคำอธิบายที่เป็นไปได้อื่นๆ นอกเหนือไปจากความคิดที่ว่าชาติ กษัตริย์เป็นศูนย์กลางหนึ่งเดียวของมวลชน

มีความหมายแค่นี้

ส่วนเรื่องที่ว่ามันควร หรือไม่ควรที่จะต้องเป็นแบบนี้หรือไม่ ประโยคดังกล่าวไม่ได้ตอบแม้แต่นิดเดียว

มันจึงไม่ใช่ข้อสนับสนุนว่าชาติไม่ควรรัก สถาบันกษัตริย์ไม่ควรรักษา และอันที่จริงแล้วความคิดแบบนั้นก็เป็นวาทกรรมอย่างหนึ่งเช่นกัน

ปรัชญาเป็นวิชาที่ไม่พร้อมใช้ในตัวมันเอง มันนำไปปฎิบัติ หรือนำไปสู่ข้อสรุปอันเป็นรูปธรรมอย่างทันทีไม่ได้ มันเป็นแค่วิธีการแสวงหาคำตอบต่อคำถามหนึ่งๆ เท่านั้น ถ้าอยากไปให้ไกลกว่าข้อสรุปแค่นี้ สมควรที่จะศึกษาศาสตร์แขนงอื่นๆ เพิ่มเติม และที่ต้องไม่หลงลืมคือ ต้องสอดรับกับความเป็นไปได้ในทางปฎิบัติ

ในทางปรัชญาไม่ยอมรับเรื่องการให้เหตุผลเชิงอุปนัย

ตะวันที่แม้จะขึ้นทางตะวันออกทุกวัน สำหรับนักปรัชญาแล้วก็ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าพรุ่งนี้ตะวันจะขึ้นทางตะวันตกได้หรือไม่

แล้วเราจะใช้ความรู้นี้ในขณะที่กำลังหลงป่าหรือไม่

การหาความรู้ เปิดโลกทัศน์ด้วยบทความ หนังสือปรัชญาเป็นเรื่องที่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง แต่ความเข้าใจที่ถูกต้องเป็นเรื่องสำคัญยิ่งกว่า

ความเข้าใจที่ผิดเกี่ยวกับข้อความทางปรัชญา แล้วยังนำไปปฎิบัติในชีวิตจริงโดยไม่คำนึงมิติอื่นๆ ย่อมนำพาความพินาศมาให้แก่ตัวเอง ความสัมพันธ์ต่อคนรอบข้าง และสังคม

ประเทศจีนรับความเจ็บปวดจากการนำปรัชญามาร์กซ์ และเหมาอิสม์ มาปฎิบัติในช่วงปฎิวัติวัฒนธรรม การปิดการทำการค้าระหว่างประเทศ ส่งผู้คนไปทำงานเกษตรกรรม ทำลายวัตถุทางศาสนา ทำลายอารยธรรมสมัยจักรพรรดิ สร้างความเจ็ปปวดแสนสาหัสให้กับประเทศ จนถึงปัจจุบันคนจีนเกือบทุกคนไม่อยากจำประวัติศาสตร์หน้านี้

แล้วเราจะเดินตามหรือ?


จิตเวชกรรมในเมืองใต้บาดาล

เราจะอ่าน “ขัปปะ” ผลงานของริวโนะสุเกะ อะคุตางาว่าได้อย่างไรบ้าง

ถ้าจะดูเจตนาของผู้ประพันธ์ อะคุตางาว่าพยายามพูดเรื่องส่วนตัวผ่านเสียงของผู้ป่วยทางจิตที่อ้างว่าได้ไปเยือนดินแดนของสัตว์ประหลาดขัปปะ ในดินแดนนั้นคือแบบจำลองโลกส่วนตัวของอะคุตางาว่า ในช่วงเวลา 4 เดือนก่อนที่ผู้ประพันธ์ปลิดชีวิตตัวเอง ในนั้น มีนักธุรกิจที่ไม่แยแสต่อชีวิตของลูกจ้าง และจ้องหาผลประโยชน์ในทุกเรื่องๆ, มีนักปรัชญาหน้าเห่ยผู้คลุกอยู่กับแต่หนังสือ นักคิดที่อะคุตางาว่าศึกษาอยู่ในชีวิตจริง, มีนักบวชที่ไม่เชื่อในศาสนาที่ตนเองสังกัด, มีโลกที่ผู้หญิงไล่จับผู้ชายขัปปะผู้ชายเพื่อไปทำผัว, และมีตัวละครที่น่าจะสะท้อนตัวตนของอะคุตางาว่า คือกวีที่รังเกียจการดูแลครอบครัวขนาดใหญ่ ใช้ชีวิตเสรีแบบไม่พึ่งศาสนา และฆ่าตัวตายเพื่อไปให้พ้นจากความเหนื่อยหน่าย

ถ้าจะอ่านจากสภาพแวดล้อมของสังคมในช่วงการประพันธ์ อะคุตางาว่า มีชีวิตอยู่ในช่วงที่มีบรรยากาศลัทธิทหาร และการล่าอาณานิคมแผ่ขยายไปทั่วประเทศ ทั่งล้นไปยังเพื่อนบ้าน สังคมญี่ปุ่นบางส่วนต่อต้านความรุนแรงทางทหาร แต่กฎหมายควบคุมการแสดงออกทางการเมืองก็สร้างความหวาดกลัวทางวิชาการไปทั่ว ในช่วงนั้นยังมีเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 90000 คน  “ขัปปะ” จึงเป็นอาการสำแดงของความสับสนในอนาคตของคนญี่ปุ่น สับสนระหว่างความจริงกับจินตนาการ สับสนทางเลือกระหว่างการเรียกร้องสิ่งดั้งเดิมกับการเผชิญหน้ากับสิ่งใหม่อย่างกล้าหาญ

ขอขยายความอีกนิดหน่อย

เพราะเรื่องในขัปปะ ทั้งหมดเล่าโดยแพทย์ผู้ดูแลผู้ป่วยทางจิต และแพทย์ผู้นั้นก็เล่าส่งที่ได้ยินมาจากผู้ป่วยทางจิตมาอีกที ท่วงทำนองการเล่าเรื่องในช่วงที่ผู้่ป่วยทางจิตพูด ก็คล้ายกับภาษาหนังสือเด็ก ซึ่งตามธรรมเนียมการอ่านแล้ว ภาษาหนังสือเด็กเข้าได้ดีกับเรื่องราวจิตนาการเพ้อเจ้อ และมันทำให้เรื่องราวจินตนาการนั้นดูสมจริงยอมรับได้ แต่เมื่อเอาเรื่องทั้งหมดมาต่อกัน ผู้อ่านจะไม่แน่ใจว่าเหตุการณ์ในเมืองขัปปะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ เพราะแพทย์เองก็ไม่ได้อยู่รับรู้เรื่องด้วยตา แต่รับรู้เพียงว่าตอนนี้ผู้เล่าเรื่องเมืองขัปปะกลายเป็นคนเพ้อ ที่จินตนาการว่ามีขัปปะมาเยี่ยมทุกๆ วัน ความสับสนระหว่างเส้นแบ่งความจริงและจินตนาการนี้เอง ที่น่าจะสะท้อนอาการของสังคมญี่ปุ่นที่เกิดเรื่อง ‘ไม่น่าเชื่อ’ ทางการเมืองและภัยธรรมชาติติดๆ กันหลายครั้ง

และยังมองได้อีกแง่ว่า ความไม่แน่ใจของผู้ท่องแดนขัปปะระหว่างการเลือกที่จะอยู่ในแดนขัปปะต่อไป กับอยู่ในโลกแห่งความจริง คือความไม่แน่ใจของสังคมญี่ปุ่นที่จะเลือกอยู่ในสังคมแบบเดิม ที่แม้จะสงบราบเรียบ แต่เต็มไปด้วยนักธุรกิจใจป้ำ ผู้เชื่อถือในวิญญาณ หรือจะอยู่ในระบอบสังคมแบบใหม่ที่จะทำการปฎิรูป (น่าสังเกตว่าอะคุตางาว่าไม่บรรยายสภาพสังคมในโลกแห่งความจริงในเรื่องขัปปะเลย ราวกับว่ามันไร้ความหมายต่อตัวละครหลักและต่อตัวของเขาเอง)

แต่ไม่ว่าจะเลือกอ่านอย่างไร ที่ห้ามลืมพูดถึงคือเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ ขัปปะ และของวรรณกรรมเกือบทุกชิ้นของอะคุตางาว่า

เขาสามารถใช้นิยายเพื่อนำพาผู้อ่านเข้าไปสู่ดินแดนที่การรับรู้ทางจิตถูกบิดเบือน มุมมองการเล่าเรื่องขาดความเป็นกลางโดยสิ้นเชิง ประสบการณ์นี้จะชัดขึ้นเมื่อได้อ่านงานที่มีชื่อเสียงของเขาอีกเรื่องที่ชื่อ ราโชมอน ในนิยายเรื่องนั้นผู้เล่าเรื่องแต่ละคนต่างมีส่วนบิดเบือนเหตุการณ์จริงด้วยกันทั้งสิ้น

นิยายของอะุคุตางาว่า จึงเป็นบันทึกความเปราะบาง และความด้อยสามารถของการรับรู้ความจริงของมนุษย์

เป็นอนุสสติเตือนให้รู้ว่ามนุษย์มีศักยภาพน้อยเกินไปที่จะรับรู้ความจริงอย่างครบถ้วน


ความเป็นธรรมในนิยาย

ผู้พิพากษา, ผู้วางนโยบายในอเมริกา (รวมถึงของไทย) มักตัดสินประเด็นของตนโดยใช้เศรษฐศาสตร์มาอธิบาย

ที่เขาชอบทำแบบนั้นเพราะคนส่วนใหญ่คิดว่า ถ้าเอาวิธีการวิเคราะห์เชิงปริมาณของเศรษฐศาสตร์มาเข้าว่าแล้ว ย่อมเป็นไปได้สูงที่ผลแห่งการตัดสินใจนั้นจะสำเร็จลุล่วงสมประสงค์

ผู้พิพากษาจึงไม่ลังเลที่จะบอกว่าจำเลยเจ้าของห้างที่มีลานจอดรถ มีภาระที่ต้องหาคนมาป้องกันการโจรกรรมรถที่มาจอดในลาน ด้วยเหตุผลว่าถ้าให้แต่ละคนที่มาใช้บริการหาทางป้องกันการโจรกรรมกันเอง จะมีต้นทุนที่สูงกว่า หน่วยงานราชการก็ไม่น้อยหน้า เมื่อการประกอบธุรกิจโรงงานที่ขัดขวางวิถีชุมชน ตัวเลขทางเศรษฐกิจจะเป็นข้ออ้างชั้นเอก

สิ่งที่ถูกต้องในสายตาของนักเศรษฐศาสตร์คือสิ่งที่เป็นประโยชน์มากที่สุดต่อคนหมู่มาก ไม่ต้องสนใจว่าคนหมู่น้อยหรือคนหมู่มากที่มีต้นทุนทางสังคมรวมกันน้อยจะเดือดร้อนอย่างไร เศรษฐศาสตร์จึงล้มเหลวในการปกป้องสิทธิของบุคคล และมองเห็นคุณค่าตลอดจนความรู้สึกแห่งมนุษยภาพ นักวิชาการด้านกฎหมายแห่งมหาวิทยาลัยชิคาโกชี้ว่านี่คือวิกฤติของระบบกฎหมายในอเมริกา

ทางแก้ไขที่เป็นรูปธรรมที่เขานำเสนอคือ ให้ผู้พิพากษาอ่านนิยายแนวสัจนิยม

นิยายเป็นแบบสนามทดสอบความรู้สึกทางจริยธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งนิยายที่เนื้อเรื่งพัวพันกับคนชายขอบ ถูกเข้าใจผิด หรือถูกปฎิเสธจากสังคม ประสบปัญหาการดำเนินชีวิตอันเป็นปรกติสุขเพราะเงื่อนไขทางสังคมไม่เอื้ออำนวย

ความรู้สึกทางจริยธรรมอะไรที่นิยายแบบนี้จะมอบให้ผู้อ่าน

นักวิชาการท่านนั้นตอบว่า ความเห็นอกเห็นใจในชะตากรรมของมนุษย์ที่แตกต่างไปจากเรา (Sympathy)

ความเห็นอกเห็นใจไม่เพียงช่วยให้ผู้พิพากษาพิจารณาคดีความรอบด้านมากขึ้น แต่ยังเป็นจริยธรรมพื้นฐานของการอยู่ร่วมในสังคมประชาธิปไตย สังคมที่ไม่มีความเห็นอกเห็นใจ ย่อมเป็นสังคมที่ไม่ทนต่อความแตกต่างของสมาชิก เมื่อมีเหตุวิวาทกันเรื่องก็มักจะจบลงไม่ดี

แต่การอ่านแบบเรื่อยเปื่อยย่อมไม่เกิดผล ถ้าจะให้เกิดความเห็นอกเห็นใจไปกับตัวละครในนิยาย ต้องคิดตามไปพร้อมกับที่อ่าน ตั้งคำถามว่าเหตุใดตัวละครจึงเลือกที่จะทำแบบนี้ มีข้อจำกัดในทางการตัดสินใจอะไรบ้าง และสิ่งที่จะค้นพบคือ การตัดสินใจของมนุษย์ไม่ได้มีแค่เรื่องเชิงเศรษฐศาสตร์ การคิดตามนิยายคือการบ่อนเซาะอำนาจของเศรษฐศาสตร์ในฐานะเครื่องมือประกอบการตัดสินใจของผู้ใช้อำนาจรัฐ ไปพร้อมๆ กัน

แต่สำหรับเมืองไทย น่าสงสัยว่าเรามีนิยายแนวสัจนิยมเกี่ยวกับคนชายขอบน้อยไปหรือไม่ หรือถ้ามีเยอะแล้วก็น่าถามต่อว่า ทำไมหลายคนเลือกที่จะไม่อ่าน หรือถ้าแย้งว่ามีคนอ่านนิยายแบบนั้นเยอะแล้วเหมือนกัน ก็น่าถามต่อว่าทำไมการอ่านนั้นจึงไม่สามารถสร้างสังคมที่มีความเห็นอกเห็นใจเป็นจริยธรรมพื้นฐานได้?

credit ภาพ: ratchasima.net/2007/11/23/only-for-questioning-and-the-disavowal-of-law/


มองผ่านกระจกเงาด้านเดียว: วาบความคิดจาก Exotica

ต่อไปนี้เป็นฉากแรกของ Exotica (1994, Atom Egoyan): พนักงานศุลกากรสนามบิน 2 คนกำลังมองการปฎิบัติงานด้านนอก ผ่านกระจกที่มองทะลุได้ด้านเดียว เขากำลังจ้องมองสถานการณ์ที่เกิดขึ้นภายนอกโดยคนที่ถูกเฝ้ามองไม่รู้ตัว พนักงานคนหนึ่งพูดว่า การตรวจของผิดกฎหมายนั้นซับซ้อน เพราะในขณะที่กำลังตรวจกระเป๋าสัมภาระอยู่ สายตาต้องจับจ้องอากัปกิริยาที่หลุดออกมาจากในเบื้องลึกของผู้ถูกตรวจด้วย ทันใด Thomas Pinto (Don McKellar) เจ้าของร้านขายสัตว์เลี้ยงหายาก เดินมาหน้ากระจก พนักงานศุลการกรเฝ้ามองและตีความนัยยะ ภายใต้ใบหน้าอันเฉยเมยของเขา โดยที่เขาไม่รู้ตัว

ถ้าเปรียบเทียบกับคนดูหนัง กิจกรรมการดูหนังก็ไม่ต่างอะไรจากสิ่งที่เจ้าหน้าที่ศุลกากรทำ จอหนังก็เหมือนกระจกข้างเดียวที่ทำให้คนดูหนังปลอดภัย และไม่ไปเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในฝั่งตรงข้ามของกระจก ผู้ดูหนังยังมีหน้าที่ตรวจตราอากัปกิริยาของตัวละครที่กำลังแสดงอยู่บนจอภาพ และค้นหาความหมายของมันให้ล้ำลึกไปกว่าสิ่งที่มองเห็น นี่คือสาส์นชิ้นแรกที่ Egoyan ให้กับผู้ชม Exotica และเขาก็ตอกย้ำเรื่อยๆ ผ่านองค์ประกอบการจ้องมองผ่านกระจกด้านเดียว และการจ้องมองอยู่ห่างๆ ที่พบได้ในหลายช่วงของหนัง

ถ้าการจับพิรุธคนทำผิดกฎหมายตามสนามบินเป็นเรื่องยากแล้ว การเฝ้ามองและเข้าใจตัวละครในหนังของ Egoyan ก็คงหินไม่แพ้กัน ผู้คนใน Exotica มีความเกี่ยวโยงกันอย่างซับซ้อน ผ่านบาร์เต้นเปลือยที่มีชื่อเดียวกัน

Christina (Mia Krishner) นักเต้นเปลือยที่มาพร้อมกับชุดนักเรียน เป็นแฟนเก่ากับ Eric (Elias Koteas) ที่เป็น DJ ประจำร้านเดียวกัน  Christina ยังเป็นนักเต้นประจำให้กับ Francis (Bruce Greenwood) ที่จะมายัง Exotica ทุกคืนเพื่อพบเธอ ความสัมพันธ์ของทั้งสองทำให้ Eric เป็นเดือดเป็นร้อนอย่างยิ่ง  ส่วนในเวลากลางวัน Francis เป็นผู้ตรวจภาษีที่ร้านขายสัตว์เลี้ยงของ Thomas ผู้ต้องสงสัยกรณีลักลอบนำเข้าไข่สัตว์เลี้ยงหายาก ที่ถูกชักจูงไปสู่ความขัดแย้งในร้าน Exotica  ส่วนตัว Thomas ก็เป็นเกย์ที่มีความสัมพันธ์ข้ามคืนกับพนักงานศุลกากรที่สนามบิน

ถ้าเรื่องยังดูไม่ซับซ้อนพอ ก็ยังมี Tracey (Sarah Polley) ผู้เป็นหลานของ Eric ที่ถูกจ้างให้ไปอยู่เหย้าเฝ้าบ้านเล่นเปียโน ให้กับลุงของเธอทุกวัน ระหว่างที่ลุงของเธอไปพบกับ Christina

ความสัมพันธ์ของผู้คนเหล่านี้ ไม่ได้เปิดเผยออกมาอย่างรวดเร็วแบบที่ข้าพเจ้าสรุปไว้ข้างต้น หากแต่มันค่อยๆ คลี่คลายผ่านการเล่าเรื่องที่ไม่เป็นไปตามลำดับเวลา ผ่านการสนทนาที่ละเอียด และผ่านพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ ที่พวกเขาแสดงออกมา แต่นั้นไม่ใช่งานทั้งหมดของผู้ชมหนังเรื่องนี้ ยังเหลืองานส่วนที่ยากกว่าคือ การทำความเข้าใจความหมาย และที่มาของความสัมพันธ์เหล่านี้ ซึ่ง Egoyan ไม่ได้เฉลยอย่างหมดจด

กลไกการเล่าเรื่องที่ไม่ตรงไปตรงมา, การถ่ายภาพที่เฉยชาไร้สีสัน แหกขนบของการถ่ายภาพ Erotic (โดยเฉพาะ shot ที่ Christina ออกมาเต้น ที่บรรจงให้ตัวละครถูกห้อมล้อมด้วยกรอบ แมกไม้ และถ่ายในระยะไกลมาก) ตลอดจนการใช้เพลง การจัดบรรยากาศ ที่แปลกแยก ยิ่งทำให้คนดูผละตัวออกจากหนัง เพื่อเปิดโอกาสให้ตัวเองใคร่ครวญสิ่งที่เห็นอย่างเป็นเหตุเป็นผล

แต่เมื่อใดที่ผู้ชมเริ่มเข้าใจสิ่งที่อยู่เบื้องหลังตัวละคร ก็ดูเหมือนจะถูกชักชวนให้ถลำลึกไปยังโลกอันแปลกประหลาดของมนุษย์อย่างไม่มีวันกลับ

ผู้ชายที่เรียบร้อยเหมือนไม่มีพิศภัย ชายที่เข้าบาร์กับหญิงบริการที่ดูเหมือนจะอยู่ ณ จุดต่ำสุดของศีลธรรม ท้ายที่สุดเมื่อเข้าใจความหมายของสิ่งเหล่านี้ ย่อมพบว่าไม่มีสิ่งไหนที่จะเป็นไปตามสิ่งที่เห็นอย่างตรงไปตรงมา ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งย่อมไม่เกิดขึ้นหากผู้ชมหนังยึดติดและอินไปกับภาพและอารมณ์ตั้งแต่วินาทีแรกของหนัง หากแต่จะเกิดเมื่อผู้ชมถอยออกห่างจากหนัง และเฝ้ามองเงียบๆ หลังกระจกที่มองผ่านด้านเดียว แล้วใช้เวลาคิดชั่วครู่หนึ่ง

ในช่วงท้ายของหนัง ความสัมพันธ์ต่างๆ เริ่มมีความหมาย และเริ่มเข้าใจได้ ณ จุดนั้นเองที่ทำให้ภาวะการไหลเวียนของเรื่องราว และอารมณ์ระหว่างตัวละครเริ่มชัดขึ้น

แต่จะทำให้เด่นชัดยังไงนั้น ข้าพเจ้าไม่ต้องการรบกวนความสนุกของหน้าที่ “พนักงานศุลกากร” ของแต่ละคน


ดราม่าวิจักษณ์: ข้อคิดเห็นบางประการต่อกรณีคุณคานทอง และคุณขุนกำแหง

ปรกติแล้ว เรื่องคนทะเลาะกันในเน็ตไม่ควรจะเป็นประเด็นซับซ้อนมากนัก และส่วนใหญ่จะออกไปในแนวทางไร้สาระแต่อ่านสนุกดูดเวลาทำงานทำการมากกว่า แต่เรื่องคนทะเลาะเรื่องหนึ่ง [ลิงค์] กลับมีเนื้อหาที่เรียบง่ายแต่แฝงความซับซ้อนไว้อย่างไม่น่าเชื่อ จนข้าพเจ้าไม่อาจอยู่นิ่งเฉยได้อีก

ดราม่าเรื่องนี้เริ่มจากคนตั้งกระทู้โพสคลิปการทำงานของทหารภาคใต้ เพื่อชักชวนให้วัยรุ่นสนใจทำงานทหารมากขึ้น แต่มีคนหนึ่งแย้งทัศนคติของคนตั้งกระทู้อย่างฉับพลัน อ้างว่าการส่งทหารไปรบเป็นการแก้ปัญหาปลายเหตุ ทางที่ดีต้องทำให้ไม่เกิดความรุนแรง จึงไม่ควรให้มีทหาร และส่งโจรไปโรงพยาบาลศรีธัญญาแทน

ข้อถกเถียงนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับลัทธิสันติภาพ (Pacifism) การตอบโต้ระหว่างเจ้าของกระทู้และผู้คัดค้าน ทำให้เห็นประเด็นสำคัญว่าด้วยเนื้อหา จุดอ่อน และข้อต่อสู้ของประเด็นต่างๆ ในลัทธินี้

1. ว่าด้วยจุดยืนของผู้คัดค้าน (คุณคานทอง)

จากความคิดที่ 3 คุณคานทองออกตัวว่าเกลียดความรุนแรง และรักสงบ และดูเหมือนว่าจะต้านความรุนแรงในทุกกรณี ไม่เว้นแม้แต่ความรุนแรงที่เกิดจากการปกป้องชีวิตพลเรือน

แนวคิดต่อต้านความรุนแรงเป็นเส้นเลือดใหญ่ของลัทธิสันติภาพทุกสำนัก และสามารถสืบย้อนที่มาได้จากคำสอนทางศาสนาเช่น ศาสนาพุทธ (อหิงสา) ศาสนาคริสต์ (บุคคลผู้ใดสร้างสันติ ผู้นั้นเป็นสุข [มัทธิว: 5])

แต่ไม่ใช่ลัทธิสันติภาพทุกสำนัก ที่จะถือเคร่งครัดว่าการก่อความรุนแรงทุกกรณีเป็นเรื่องที่ไม่ชอบธรรมโดยสิ้นเชิง เพราะ ลัทธิสันติภาพบางสำนัก ก็สนับสนุนการใช้ความรุนแรงถ้าการใช้ความรุนแรงนั้นมีกระบวนการโดยชอบ และ/หรือ จะนำไปสู่ผลที่ชอบธรรม ตัวอย่างเช่น ไอน์สไตน์สนับสนุนให้ทำสงครามกับรัฐบาลนาซี โดยที่ยังอ้างว่าตัวเองรักสันติได้ เนื่องจากการก่อสงครามนั้นมีเหตุผลอันชอบธรรมที่จะนำไปสู่ความสันติในระยะยาว

คุณคานทองจึงเป็นมีความคิดในกลุ่มลัทธิสันติภาพ สำนักเคร่งครัด (Absolute pacifism) เพราะการพูดถึงทหาร และความรุนแรงในทุกกรณีนั้นจะทำให้เธอหงุดหงิดไม่ชอบใจ

มีข้อกังขาที่เกี่ยวกับความมั่นคงของจุดยืนของคุณคานทองที่ข้าพเจ้าจะกล่าวข้างล่าง แต่ก่อนอื่น ขอให้ความเห็นบางอย่างเกี่ยวกับตัวความคิดของลัทธิสันติภาพ สำนักเคร่งครัด

Absolute pacifism เป็นความคิดที่หาจุดสนับสนุนได้ยากที่สุดในบรรดาสำนักสันติภาพทั้งหมด เพราะเป็นสภาวะที่ขัดแย้งกับการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิตโดยธรรมชาติ ที่จะอยู่รอดด้วยการอาศัยผลประโยชน์จากสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม นอกจากนี้สันติภาพในความหมายเคร่งครัด ยังอาจหมายถึงการยอมจำนนต่อการถูกทำร้ายโดยไม่ตอบโต้ในทุกกรณี ซึ่งแม้สภาวะนั้นจะไม่เกิดการต่อสู้ แต่ก็เป็นสภาวะที่ไม่เป็นธรรม (เช่น คนบริสุทธิ์ถูกทำร้ายโดยโจรใต้โดยรัฐไม่ตอบโต้ทุกกรณี) สันติภาพที่ไม่เป็นธรรมอันเกิดจากการถูกกระทำฝ่ายเดียว ย่อมเป็นสันติภาพที่ไม่ยั่งยืนและที่สำคัญคือ เป็นสันติภาพที่ไม่กำจัดความรุนแรง เพราะอีกฝ่ายยังใช้ความรุนแรงได้ตลอดเวลาแม้เราจะงดเว้นจากการใช้ความรุนแรงแล้วก็ตาม

กลับมามองที่คุณคานทอง ข้าพเจ้าพบว่าคุณคานทองเองก็ยังสับสนในความหมายของคำว่า “ความรุนแรง” ที่ตนเองกำลังต่อต้านอยู่

หากจะตอบว่าสภาวะความรุนแรงคืออะไร ก็ควรเริ่มจากดูนิยามของคำว่า “สันติภาพ” เสียก่อน คุณคานทองมองว่าสันติภาพคือสภาวะที่ทุกคนมีจิตใจดี ไม่อยากใช้ความรุนแรง ไม่มีการใช้กำลังทหารทุกกรณี ดังความเห็นต่อไปนี้

นิยามของสันติภาพของคุณคานทอง เป็นนิยามในเชิงงดเว้นการกระทำ เพื่อคงสภาวะความสมดุลไว้  นี่ไม่ใช่นิยามสันติภาพแบบเดียวที่มีอยู่ในวิวาทะลัทธิสันติภาพ ยังมีนิยามสันติภาพเชิงกระทำ (Positive) ที่มุ่งเน้นการใช้สิทธิ-หน้าที่พลเมืองโดยชอบ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ทำให้เกิดสันติในระยะยาว อย่างมหาตมะ คานธี ก็ถือนิยามสันติภาพเชิงกระทำนี้ในการดำเนินกิจกรรมทางการเมือง

แต่ไม่ว่าอย่างไร ในการวิเคราะห์จุดยืนของคุณคานทอง ข้าพเจ้าขอถือเป็นหลักว่า นิยามของสันติภาพคือภาวะงดเว้นการกระทำ การมีจิตใจดี

มีปัญหาว่า การจับคนร้ายเข้าโรงพยาบาลโรคจิตเป็น “ความรุนแรง” ที่คุณคานทองกำลังต่อต้านหรือไม่ เนื่องจากการด่าใครว่าโรคจิต ย่อมเกิดจากการเกลียดชัง ทำให้ความสัมพันธ์ของมนุษยภาพไม่สมดุล การจับโจรใต้ส่งโรงพยาบาลศรีธัญญาให้หมด ก็ย่อมมาจากจิตที่อยากกำจัดบุคคลที่เราไม่ชอบ ให้ออกไปนอกพื้นที่การรับรู้ให้พ้นหูพ้นตา แบบเดียวกับการจับหมาจรจัดให้ไปโรงเชือด หรือสถานที่กักขัง เมื่ออ่านความเห็นที่ 9 แล้ว จึงยากที่เชื่อว่าเป็นความเห็นที่ประสงค์จะไม่ให้เกิดความรุนแรง  ในทางตรงกันข้ามกลับเป็นความเห็นที่เกิดจากการไม่มีจิตใจเอื้อเฟื้อต่อผู้ผิด และต้องการกำจัดบุคคลเหล่านั้นให้ออกไปจากพื้นที่ ซึ่งก็คือรูปแบบการก่อความรุนแรงแบบหนึ่งที่มีผลแบบเดียวกับสงคราม คืออีกฝ่ายหายไปจากการรับรู้ของเราทั้งหมด จึงเป็นการใช้ความรุนแรง ถ้ายิ่งเห็นท่าทีที่คุณคานทองโต้ตอบกับเจ้าของกระทู้ในเวลาต่อมาแล้ว ยิ่งทำให้เห็นถึงการกระทำที่รุนแรง ขัดต่อสภาวะความสมดุลทางสัมพันธภาพของมนุษย์ที่คุณคานทองนิยามไว้เป็นอย่างยิ่ง

ดังนั้น คุณคานทองไม่สามารถบอกได้ว่าตนอยากให้มีสันติภาพ และงดเว้นจากความรุนแรงทุกกรณี เพราะเขาได้แสดงออกแล้วว่า ต้องการให้มีความรุนแรงทางอ้อมในบางกรณี  ดังนั้น ทางแก้ไขของคุณคานทองคือลดความเข้มข้นของจุุดยืนตนเอง เช่น เปลี่ยนเป็นการมองว่าต้องการให้มีสันติภาพ แต่ยอมรับการใช้ความรุนแรงได้ในกรณีที่จะทำให้เกิดผลทางสันติดียิ่งกว่าการไม่ใช้ความรุนแรง ซึ่งอาจรวมถึง การส่งทหารเข้าระงับเหตุฉุกเฉิน ใช้หน่วยจิตวิทยาควบคุมทัศนคติมวลชน เป็นต้น

ก่อนจะวิเคราะห์จุดยืนของอีกฝ่าย ขอพูดถึงความเห็นของคุณคานทองที่สะดุดตาอันนี้ก่อน

ไม่แน่ใจว่าอำนาจในที่นี้คืออำนาจแบบไหน อำนาจรัฐในการบริหาร อำนาจในการออกกฎหมาย หรือเป็นอำนาจบาตรใหญ่ทั่วๆ ไปที่จะสั่งใครก็ได้ แต่ในที่นี้ข้าพเจ้าขอเดาว่าน่าจะหมายถึงอำนาจรัฐ ที่จะช่วยให้คุณคานทองเรียกทหารกลับ และสั่งให้จับกุมโจรเข้าโรงพยาบาลบ้าได้

น่าสนใจว่าการงดเว้นความรุนแรง (ตามมุมมองของทุกสำนักคิดในลัทธิสันติภาพ) จำเป็นจะต้องใช้อำนาจรัฐหรือไม่ จะพบว่าหลายกรณีเอง อำนาจรัฐไม่จำเป็นในการก่อให้เกิดสันติภาพ เช่น หากมีใครเข้ามาด่าในเวบบอร์ดก็ตอบข้อโต้แย้งดีๆ มีเหตุผล หากทำเช่นนี้กันทุกคนก็จะเกิดสันติภาพในเวบบอร์ดได้ โดยไม่ต้องไปพูดถึงอำนาจรัฐ และในเรื่องของภาคใต้เอง การมีอำนาจถอนกำลังทหารออกไป ก็อาจจะไม่สามารถหยุดยั้งไม่ให้เกิดความรุนแรงได้ เพราะทัศนคติของคนในพื้นที่ที่ระแวงคนต่างศาสนา ต่างพื้นที่ ต่างหน้าที่ อาจดำรงอยู่ ซึ่งต้องอาศัยกลไกที่เป็นความสมัครใจของผู้ที่ต้องการปรับความเข้าใจ และต้องลดการใช้อำนาจข้างเดียวลง

2. ว่าด้วยจุดยืนของเจ้าของกระทู้ (คุณขุนกำแหง)

การระบุประเภทของจุดยืนของเจ้าของกระทู้ ค่อนข้างยากกว่าของคุณคานทอง เพราะท่วงทีของข้อเขียนวนเวียนสลับไปมาระหว่างความคิด 2 อย่างคือ

(1) การสนับสนุนการใช้ความรุนแรงได้ในทุกกรณี โดยไม่ต้องคำนึงถึงเหตุอันชอบธรรม และ

(2) มีช่วงหนึ่งที่เจ้าของกระทู้ชี้แจงว่า มีทหารแต่ก็ไม่จำเป็นต้องมีสงครามก็ได้ และเมื่ออ่านคู่กับความเห็นอันนี้ ที่บอกว่าการมีทหารมีไว้เพื่อเตรียมพร้อมในยามประเทศไม่สงบ เช่นนี้ก็เป็นลัทธิสันติภาพอีกประเภทหนึ่ง ที่เห็นด้วยว่าการใช้ความรุนแรงทำได้เมื่อมีเหตุอันชอบ และทำโดยกระบวนการที่ชอบ ซึ่งสำนักความคิดนี้มีชื่อว่า Contingent Pacifism

อาจจะมีผู้แย้งว่าการที่ต่างฝ่ายสะสมอาวุธกัน จะเรียกว่าเป็นภาวะสันติภาพได้อย่างไร ข้าพเจ้ามองว่านี่เป็นปัญหาคำนิยาม และคำนิยามสันติภาพของกลุ่มนักคิด นักการเมืองหนึ่ง ก็เห็นด้วยว่า ภาวะสะสมอาวุธแต่ไม่เกิดการต่อสู้กัน ก็ถือว่าเป็นภาวะสันติภาพได้ เพราะยังไม่มีความรุนแรงเชิงกายภาพเกิดขึ้น เป็นสันติภาพที่เกิดจากการตกลงงดเว้นการใช้อาวุธที่ตนครอบครองเพื่อเข้าต่อสู้กัน (Modus Vivendi)

ถ้าข้าพเจ้าจะวิเคราะห์จุดยืนของเจ้าของกระทู้ทั้งสองกรณี คงจะลำบากข้าพเจ้าเป็นอย่างมาก ดังนั้นข้าพเจ้าของดเว้นหน้าที่นั้น และจะวิเคราะห์แยกแต่ละความเห็น เฉพาะประเด็นย่อยๆ แทน ดังต่อไปนี้

(1) ความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับนักสิทธิ[มนุษยชน]ของเจ้าของกระทู้

การเป็นนักสิทธิมนุษยชนไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นผู้นิยมลัทธิสันติภาพ สำนักเคร่งครัด แบบคุณคานทอง การส่งกองกำลังทหารเพื่อเข้าสนับสนุนกิจการเชิงสิทธิมนุษยชนในพื้นที่สงคราม ยืนยันว่านักสิทธิมนุษยชนที่ทำงานจริง ในสถานการณ์โลก ไม่ได้ถือความคิดของสำนักเคร่งครัด หากแต่ใช้ความคิดของสำนัก Contingent Pacifism อย่างเช่น กรณีสงครามดาร์ฟูร์ การทำงานของนักสิทธิมนุษยชนในการดูแลสวัสดิภาพของคนในพื้นที่อพยพ ต้องกระทำภายใต้การคุ้มกันของกองกำลังทหาร เป็นต้น

และนักสิทธิมนุษยชน “ที่ดี” มักจะไม่มองว่าสันติภาพคือการงดเว้นการกระทำ แต่ควรเป็นการกระทำ ที่ส่งเสริมคุณภาพชีวิต และสิทธิขั้นพื้นฐาน (Positive Peace) เช่นวังการี มาร์ไท ที่ทำงานเพื่อฟื้นฟูป่าไม้ในเคนย่า ท่ามกลางแรงต่อต้านจากรัฐบาล เป็นต้น

(2) ข้อวิจารณ์ลัทธิสันติภาพ

ในความคิดเห็นที่ 44 (ภาพข้างบน) ในช่วง 6 บรรทัดแรก เป็นข้อความที่ออกอาการต่อต้านลัทธิสันติภาพโดยรวมอย่างชัดเจน ก่อนที่ข้อความจะกลับเข้าสู่โหมด Contingent Pacifism อีกรอบในบรรทัดที่ 7

ข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นข้อกล่าวหาที่เป็นที่นิยมเพื่อใช้ต่อต้านลัทธิสันติภาพโดยทั่วไป ซึ่งขอยกมาไว้ให้เห็นรวมๆ กัน ต่อไปนี้

- ไม่รู้จักเสียสละ ไม่ยอมช่วยเหลือ
- ขี้ขลาด กลัวตัวดำ
- รับประโยชน์จากความรุนแรงจากสงคราม (เช่น มีแผ่นดินอยู่) แล้วไม่ยอมเสียสละ

ส่วนตัว ข้าพเจ้ามองว่าข้อกล่าวหานี้ไม่เป็นธรรม เพราะลัทธิสันติภาพมีหลากหลายสำนัก และไม่ใช่ทั้งหมดที่จะอยู่เฉย ปฎิเสธความรุนแรงทุกกรณี และกลยุทธ์เชิงสันติอย่างการพัฒนาสาธารณูปโภค การสำรวจสภาวะทางสาธารณสุข ฯลฯ เสียอีกที่มีส่วนช่วยในการพัฒนาพื้นที่ในระยะยาว มากกว่าการใช้ความรุนแรง

แต่กรณีนี้ เป็นที่เข้าใจได้ เพราะเจ้าของกระทู้อาจเผลอนำคุณคานทอง เป็นต้นแบบของลัทธิสันติภาพทั้งมวลทั่วโลก และวิจารณ์โดยเหมารวมกัน ทางแก้ไขคือ ต้องแยกแยะและทำความรู้จักลัทธิสันติภาพสำนักต่างๆ และตระหนักว่าผู้ที่ปฎิเสธความรุนแรงไม่ได้เป็นแบบคุณคานทองทุกคน

มีข้อโต้แย้งลัทธิสันติภาพอีกแบบหนึ่งที่ไม่พบในความเห็นของเจ้าของกระทู้ แต่ข้าพเจ้าอยากเขียนเพราะมีแนวโน้มว่าจะมีการใช้ข้อโต้แย้งนี้มาอ้างอยู่เรื่อยๆ นั่นคือความคิดที่ว่าการศึกษาลัทธิสันติภาพเป็นเรื่องไร้สาระเพราะมนุษย์ก็ใช้ความรุนแรงกันอยู่ทุกวันอยู่แล้ว

ข้ออ้างนี้ผิดโดยสิ้นเชิง เ้พราะการศึกษาลัทธิสันติภาพเป็นไปเพื่อกำหนดเป้าหมายที่จะไป เป็นการศึกษาสิ่งที่ควรเป็น ไม่ใช่ศึกษาสิ่งที่กำลังเป็น แบบเดียวกับที่นักเศรษฐศาสตร์ศึกษาภาวะตลาดเสรี ที่เป็นไปได้ยากในชีวิตจริง แต่ก็เป็นสิ่งที่นโยบายต่างๆ ต้องมุ่งไปให้ใกล้เคียงจุดนั้นมากที่สุด

3. ข้อสังเกตจากวิวาทะ

จากวิวาทะพบว่า ยังให้ภาพเกี่ยวกับลัทธิสันติภาพไม่ชัดเจนพอ และมักมองว่าต้องคิดแบบสุดโต่ง ถ้าไม่ไปทางสงบสุดๆ ก็ต้องรุนแรงสุดๆ ซึ่งไม่เป็นความจริงอย่างยิ่ง ข้อสังเกตอีกอย่างคือ อัตลักษณ์ของผู้ใช้งานบอร์ดเด็กดี ค่อนข้างชัดเจนคือ ถ้าไม่กุ๊กกิ๊กอ่อนหวาน ก็ต้องแมน มีโวหาร พูดเรื่องทหารและใช้กล่องความคิดเห็นสีน้ำตาล

เครดิต: ขอบคุณเวบดราม่า [drama-addict.com] ที่ตัดรูปกล่องความคิดเห็นมาให้ใช้ประกอบในบทความนี้


ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 639 other followers