ห้วงคำนึง

ความคิดห้วงที่หนึ่ง

ทุกครั้งที่ข้าพเจ้าเตรียมตัวออกไปข้างนอกเพื่อไปพบบุคคลอื่นใด นั้นคือเวลาที่อาการอาเจียนวิงเวียนจะก่อขึ้นในท้อง ก่อนที่พลังแห่งความปั่นป่วนจะแผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย ข้าพเจ้าไม่แน่ใจสาเหตุของอาการนี้ จนเมื่อค้นพบว่าแท้ที่จริงข้าพเจ้าคือคนที่กลัวการมีปฎิสัมพันธ์กับผู้อื่น ทุกครั้งที่มีเหตุการณ์ที่เรียกร้องการโต้ตอบกับสิ่งรอบข้าง ความกังวลนั้นมักเหนี่ยวรั้งการโต้ตอบของข้าพเจ้า จนกว่าที่จะกระจ่างแจ้งว่าข้าพเจ้าควรทำอย่างไรในสถานการณ์หนึ่ง สถานการณ์นั้นก็กลับคลี่คลายล่วงหน้าไปก่อนแล้ว ทุกอย่างที่มั่นใจคือสิ่งที่ล้วนช้าเกินไปทั้งสิ้น การนิ่งเฉยในสถานการณ์ที่ต้องการการโต้ตอบ คือความล้มเหลวแห่งการสื่อสารอย่างแท้จริง และเป็นสิ่งที่ข้าพเจ้าไม่ได้ตั้งใจให้เป็นเช่นนั้นแม้แต่น้อย

ความคิดห้วงที่สอง

อัตชีวประวัติของคาร์ล ยุงทำให้ข้าพเจ้าเข้าใจว่าจิตวิญญาณของวิทยาศาสตร์ที่แท้จริง ต้องเริ่มจากสังเกตปรากฎการณ์และข้อเท็จจริง และต้องพร้อมน้อมรับประสบการณ์ใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น และพยายามหาทางอธิบายอย่างเป็นเหตุเป็นผลถึงสิ่งที่เกิดขึ้น ประสบการณ์ที่ว่าต้องรวมถึงเรื่องที่คนทั่วไปมองว่าลี้ลับอย่างปรากฎการณ์ของจิต จิตใจ้สำนึกส่วนรวม ลางสังหรณ์ การสื่อสารกับจิตวิญญาณแห่งบรรพชน การสื่อสารกับผู้วายชนม์ในความฝันด้วย  คาร์ล ยุงเหยียดหยามผู้ที่เพิกเฉยประสบการณ์ที่จริงแท้เหล่านี้ ว่าเป็นสำนักคิดวิตถุนิยมแบบตื้นเขิน ที่จำกัดความคิดของตนให้อยู่แต่เฉพาะชุดภาษา ความเข้าใจที่คุ้นเคยดีอยู่แล้ว

เหนือกว่าระบบเหตุผลที่กำลังควบคุมโลกทางกายภาพ ย่อมมีระบบอีกชุดหนึ่งที่ควบคุมปรากฎการณ์ทางจิตของมนุษย์อยู่ เป็นระบบที่ยังไม่ถูกค้นพบ ทำให้กระจ่างแจ้ง แต่จากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้วในแวดวงการวิจัย ก็ยืนยันได้ว่าระบบอีกชุดนั้นมีอยู่ แต่การเพิกเฉยข้อเท็จจริง ด้วยความเข้าใจว่าเป็นเรื่องไร้สาระไม่มีมูล พร้อมเรียกร้องขอหลักฐานต่างๆ นานาโดยไม่เริ่มต้นใช้ประสบการณ์ของตัวเองตรวจสอบเลย เช่นนี้ย่อมเป็นอาการของอคติเข้าครอบงำ และห่างไกลจากความเป็นวิทยาศาสตร์อย่างยิ่ง

ความคิดห้วงที่สาม

ข้าพเจ้าหวังว่าจะได้เขียนบลอกนี้ และในบลอกใหม่ในเวบนิตยสารของฟิ้ว (fuse.in.th) มากขึ้น และเสียใจที่ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับ facebook มากเกินไปตลอดสิ้นปีที่แล้ว

ความคิดห้วงที่สี่

ต่อไปนี้คือภาพเคลื่อนไหวที่ข้าพเจ้าไม่ได้บันทึกไว้: แม้เป็นเวลากลางคืน แต่หาดทราบแห่งหนึ่งก็กลับสว่างไปด้วยแสงจันทร์ของพระจันทร์เต็มดวง เวลาเกือบเที่ยงคืน การที่หาดแห่งนี้เงียบงันจึงเป็นเรื่องเข้าใจได้ แม้ว่าจะมีกลุ่มคน 2 ถึง 3 กลุ่มอยู่ใกล้เคียงในบริเวณหาดนั้น แต่ก็ไม่ได้ทำให้บรรยากาศแห่งความเงียบถูกทำลายลงไปได้ แม่จึงเปิดทีวีทางมือถือ ถ่ายทอดรายการนับถอยหลังเข้าสู่ปีใหม่ เสียงทีวีแทรกไปตามเสียงคลื่นของคืนอันเงียบสงัดและเวิ้งว้าง เสียงนับเริ่มต้นในทีวีตาก 10 จนถึง 1 ทางขวาของหาดมีพลุดวงใหญ่หลายชุดสว่างวาบอยู่ไกลโพ้นโดยไม่ส่งเสียง ทางซ้ายในระยะใกล้มีพลุลูกเล็กชุดหนึ่ง พร้อมกับที่พื้นชายหาดก็เห็นแสงโคมหลากสี ระยะไกลหลังภูเขาก็มีพลุดวงโตชุดหนึ่งที่ไม่ส่งเสียงมาหา และในระยะไกลโพ้นก็มีพลุอีกชุดหนึ่งเช่นกัน ข้าพเจ้าเหมือนอยู่ในหลุมสูญญากาศแห่งการเคลื่อนไหว ณ ช่วงเวลานั้น แต่นั้นยิ่งทำให้พลุทั้ง 4 จุดสวยงามยิ่งขึ้น เพราะมันเป็นการมองพลุ และมองความครื้นเครงจากระยะห่าง โดยไม่เสียไปซึ่งความเงียบและเวิ้งว้างรอบๆ ตัว ข้าพเจ้าเลยไม่รู้สึกสนุกและยึดติดกับบรรยากาศแห่งความคึกคักนั้นมากเกินไป ทั้งยังปล่อยให้ข้าพเจ้าคิดเรื่องราวสัพเพเหระได้อย่างเต็มที่ไม่ถูกรบกวน ข้าพเจ้าจึงเป็นผู้ที่ทั้งอยู่และไม่อยู่ในการนับถอยหลังสู่วันปีใหม่ปี 2553 ไปพร้อมๆ กัน

และข้าพเจ้าก็หวังว่าจะคงสภาวะการอยู่และไม่อยู่ไปพร้อมๆ กันได้้เช่นนี้ตลอดปี

ขอให้มีความสุขวันปีใหม่นี้ทุกคน


Logos และ Pathos

วาทศิลป์ที่ใช้ชักจูงใจคนที่โดดเด่นใช้บ่อย มีสองประเภทคือ Logos และ Pathos  Logos คือวาทะเชิงเหตุผล เช่น หากต้องการชักจูงให้ใครกินผัก ก็อธิบายว่าผักมีไฟเบอร์ทำให้ขับถ่ายสะดวก มีสารอาหารที่จำเป็นหลายอย่าง ส่วน Pathos คือวาทะกระตุ้นความรู้สึกทางอารมณ์ เช่นในตัวอย่างชักจูงให้คนกินผัก ถ้าใช้วาทศิลป์แบบนี้ก็จะได้ว่า กินผักแล้วแข็งแรง อนาคตของชาติจะรุ่งเรือง!

ที่ข้าพเจ้าพูดถึงเรื่องวาทศิลป์ ก็เพราะข้าพเจ้าได้อ่านบทความเกี่ยวกับประวัติศาสตร์กลุ่มต่อต้านการใช้แอลกอฮอล์ในศตวรรษที่ 19 [ลิงค์, Brown University] บทสรุปของผู้เขียน essay คือ การต่อต้านการใช้แอลกอฮอล์โดยใช้วาทศิลป์ Logos ไม่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมของมวลชนได้ดีเท่าวาทศิลป์แบบ Pathos โดยมีหลักฐานเชิงประจักษ์เป็นข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ Benjamin Rush นักคิดนักเขียนที่เป็นหนึ่งในผู้ลงนามใน Declaration of Independence เพื่อก่อตั้งสหรัฐอเมริกา ได้รณรงค์แนวร่วมต่อต้านแอลกอฮอล์ในบทความ The Effects of Ardent Spirits upon Men ในปี 1805 โดยใช้วาทศิลป์เชิงเหตุผลเป็นส่วนประกอบหลัก ผลลัพธ์คือไม่สามารถชักจูงใจความเชื่อได้ จนเมื่อ 30 กว่าปีหลังจากเริ่มรณรงค์ หลักคิดศาสนาบริสุทธิของพวก Puritan, หลักเชิดชูการทำงานหนักในยุคสร้างชาติอเมริกา เหล่านี้ช่วยเสริมประสิทธิภาพให้กับการรณรงค์ภายใต้ชุดคำอธิบายที่เกี่ยวกับคุณค่านามธรรมอย่าง บาป/บุญ, สร้างชาติ, ทำงานหนัก ฯลฯ

ทำให้ข้าพเจ้าได้ข้อสรุปอีกอย่างที่นอกเหนือจาก scope ของบทความนี้ คือ Pathos น่าจะเป็นวาทศิลป์ที่ดีที่สุดในการชักจูงใจคน ส่วน Logos นั้นไม่น่าจะชักจูงใจอะไรได้ เนื่องจากเหตุผลแท้จริงแล้วก็คือเกมของภาษา คนที่ไม่เห็นด้วยก็สามารถหาเหตุผลต่างๆ มาต่อสู้ได้ในทุกสถานการณ์ หรือในกรณีที่แย่ที่สุดก็คือ ไม่มีใครเชื่อข้อกล่าวอ้างที่สนับสนุนด้วยเหตุผล เพราะเชื่อกันหมดว่าท้ายที่สุดต้องมีใครสักคนมาโต้แย้งเอง ส่วน Pathos น่าจะอยู่ได้นานเพราะคุณค่านามธรรมนั้นไม่มีใครมักจะตั้งคำถาม หรือแม้จะมีคนตั้งคำถามก็ไม่มีใครอยากฟัง

อย่างเรื่อง “สิทธิเสรีภาพ” ปัจจุบันก็ถูกใช้บางในวาทะแบบ Pathos ตัวอย่างที่ข้าพเจ้าเห็นล่าสุดคือ กลุ่มผู้ชื่นชอบศิลปินเกาหลีอ้างว่าคนอื่นไม่มีสิทธิต่อว่าที่เธอชอบเกาหลี เพราะเธอมีสิทธิเต็มที่ในการแสดงออกตามรัฐธรรมนูญ [ลิงค์, Drama-addict.com] สิทธิเสรีภาพในตัวมันเองก็อาจกลายเป็นสิ่งที่ตั้งคำถามไม่ได้ หากใครริอาจสงสัยในคุณค่านี้ก็อาจถูกมองอย่างเหยียดหยามในหลายสถานที่ ทั้งที่คุณค่านี้ แท้จริงซับซ้อนในรายละเอียด มากกว่าเนื้อหาที่ว่า “ใครจะทำอะไรก็ได้” ยิ่งนัก

Logos ยังเป็นเรื่องต้องห้ามในการสนทนาทางการเมืองในที่ต่างๆ โดยต้องถูกแทนที่ด้วยชุดคำอธิบายที่เป็นคำเดี่ยวๆ ที่มีความหมายถึงคุณค่าบางอย่างเช่น ประชาธิปไตย คุณธรรม มีส่วนร่วม พอเพียง เพื่อสร้างอารมณ์ร่วมให้ผู้ฟัง

ถ้ามีโอกาส ข้าพเจ้าจะมารายงานเพิ่มเติม ว่าในหนึ่งวันข้าพเจ้าจะได้ยินคนใช้วาทศิลป์แบบไหนมากกว่ากัน


พระหรรษาทานของคาร์ล ยุงและข้าพเจ้า

ช่วงนี้ข้าพเจ้ากำลังพยายามอ่านชีวประวัติของคาร์ล ยุง ข้าพเจ้าอ่านไปได้ถึงช่วงชีวิตวัยเรียนในมหาวิทยาลัยของนักจิตวิทยาผู้นี้ นอกจากจะเป็นเรื่องความรอบรู้เกินวัยของเขา ที่ทำให้ข้าพเจ้าแปลกใจ แต่เรื่องที่แปลกใจแก่ข้าพเจ้ายิ่งกว่าคือ ครึ่งหนึ่งของหน้ากระดาษที่บรรยายชีวิตวันเด็กของเขา กลับอุทิศให้กับประสบการณ์ที่เขามีต่อพระเจ้า คาร์ล ยุงในอายุไม่ถึง 10 ขวบผู้เป็นบุตรของบาทหลวง ครุ่นคิดถึงพระหรรษาทานที่พระเจ้ามอบให้กับเขาในห้วงความคิดหนึ่ง พร้อมวิพากษ์วิจารณ์พิธี การเรียนการสอนของคริสตจักรว่าฉาบฉวยและไม่อาจทำให้ผู้เข้ารีตศาสนาได้สัมผัสกับพระหรรษาทานนั้นอย่างแท้จริง ต่อมา คาร์ล ยุงในอายุประมาณ 20 ในขณะที่เป็นนักศึกษาแพทย์ ก็วิพากษ์วิจารณ์แนวคิดวัตถุนิยมแบบวิทยาศาสตร์ และเทววิทยาสมัยใหม่กับนักศึกษาเทววิทยาอย่างเผ็ดร้อน

ประเด็นที่ทำให้เรื่องนี้น่าแปลกใจคือทำไมคาร์ล ยุงจึงจริงจังและครุ่นคิดกับประสบการณ์เหนือผัสสะ ประสบการ์เชิงศาสนาตั้งแต่เด็ก หรือจะพูดให้ในภาพกว้างกว่านี้ ทำไมเรื่องศาสนาจึงกลายเป็นประเด็นใหญ่ในภูมิศาสตร์ทางความคิดของชาวยุโรป

ข้าพเจ้าพอจำได้ว่าตอนที่ข้าพเจ้าอายุ 10 ขวบ ข้าพเจ้าไม่ได้คิดถึงเรื่องศาสนาอย่างเป็นจริงเป็นจังเลย ตอนประถมข้าพเจ้าจำได้ว่ามีวิชาที่ชื่อว่าวิชา “จริยธรรม” สอนโดยอาจารย์พละคนหนึ่ง รูปแบบการสอนก็ล้วนเดิมๆ: เข้าไปในห้องพระประจำโรงเรียน กราบพระ กล่าวบทสวด นั่งพับเพียบเอาสมุดมาจดเลกเชอร์ของครู เนื้อหาให้เลกเชอร์เช่น พรหมวิหาร 4 มี 1 2 3 4, ต้นเหตุความทุกข์คือความอยาก, ควรมีความอ่อนโยนต่อข้าวของเครื่องใช้ ฯลฯ เป็นวิชาที่ข้าพเจ้ามีความสุขด้วยสาเหตุเดียวคือ เป็นวิชาเดียวที่ครูจะไม่เรียกนักเรียนให้ออกไปตอบคำถามที่ตอบไม่ได้แล้วโดนทำโทษ ส่วนเรื่องเนื้อหานั้น ข้าพเจ้าไม่ได้ใส่ใจเลย และหลายครั้งก็ไม่ได้จดตามเลกเชอร์ เพราะข้าพเจ้ารู้สึกมีความสุขที่จะนั่งแล้วคิดอะไรเรื่อยเปื่อยอยู่คนเดียวมากกว่ามานั่งฟังคำสอนสำเร็จรูปที่ข้าพเจ้าได้ยินซ้ำไปซ้ำมาเหล่านั้น

นอกจากคาบจริยธรรมสัปดาห์ละ 45 นาทีแล้ว ก็ไม่มีช่วงเวลาใดอีกในสัปดาห์นั้นที่ข้าพเจ้าพัวพันกับศาสนา วันอาทิตย์ก็ไม่ได้ฟังเทศน์ ตักบาตรตอนเช้าก็จะไม่ทำถ้าไม่ใช่วันสำคัญอะไร เกือบลืมไป มีช่วงหนึ่งที่ข้าพเจ้าสวดมนต์ก่อนนอน เป็นบทสวดยาว 4-5 บทที่มีอานิสงส์ต่างกัน อันหนึ่งบูชาพระรัตนไตร อันหนึ่งแผ่เมตตา อันหนึ่งสวดให้มีสติตื่นทันเมื่อมีภัยร้าย ฯลฯ ลักษณาการคล้ายคลึงกับการกินเม็ดยาหลากตำรับก่อนนอน แต่ทำแบบนั้นได้อยู่ 3-4 เดือนก็เหนื่อยแล้วเลิกไป

ข้าพเจ้ามั่นใจว่าข้าพเจ้าไม่ใช่คนเดียวที่มีประสบการณ์ทางศาสนาที่จืดชืดเช่นนี้ในวัยเด็ก ข้าพเจ้าเข้าใจว่าเด็กในประเทศไทยส่วนใหญ่สัมผัสกับศาสนาในมิติของหลักพฤติกรรมสำเร็จรูป และพิธีกรรมหลากหลาย ทุกอย่างเหมือนถูกบรรจุใส่ซองให้ทุกคนรับไปปฎิบัติตาม ถ้าทำได้ก็เท่ากับบรรลุผลทั้งหมดของศาสนา ความยุ่งยากทั้งมวลจะหายไป แต่ถ้าจะถามถึงประสบการณ์เหนือธรรมชาติ อันเป็น “พระหรรษาทาน” วิเศษอันได้จากศาสนานั้น เชื่อว่าไม่มีเด็กไทยผู้ใดได้ประสบ

ถ้าเรากลับไปยังจุดเริ่มต้นว่าเพราะเหตุใดจึงมีศาสนา คำตอบที่พื้นฐานที่สุดคือ เป็นที่พึงพิงทางจิตใจ แต่ทำไมจิตใจต้องมีที่พึงพิง ทำไมจิตใจของมนุษย์จึงอยู่ด้วยตนเองไม่ได้ คำถามนี้น่าจะทำให้กระจ่างได้ด้วยประสบการณ์ของการใช้ชีวิตของมนุษย์ที่เป็นที่ยุติร่วมกันว่า ในบางช่วงเวลามนุษย์รู้สึกไร้คุณค่า ไร้ตัวตน ปราศจากความหมายในชีวิต ดังนั้นจึงน่าจะเพียงพอที่จะบอกว่าจิตใจมนุษย์ไม่มั่นคงพอที่อยู่ตามลำพังของมัน

ประสบการณ์ทางศาสนาแบบที่คาร์ล ยุงประสบ กับแบบที่เด็กไทยประสบ ได้บรรลุวัตถุประสงค์การเป็นที่พึ่งทางใจจริงหรือไม่?

คาร์ล ยุงทำความรู้จักศาสนาคริสต์ผ่านทางประสบการณ์และความคิด ในหนังสือชีวประวัติ คาร์ล ยุงบรรยายว่าประสบการณ์ที่ได้รับถือว่าเป็นความสุขอย่างยิ่ง และรู้สึกเสียดายที่พ่อของตนเองที่เป็นบาทหลวง กลับไม่เคยสัมผัสถึงความรู้สึกเช่นนั้น เพราะมัวแต่อ่านพระคัมภีร์ และคำอธิบายจากนักเทววิทยาตายซาก

เด็กไทยทำความรู้จักศาสนาพุทธผ่านพิธีกรรมและหลักปฎิบัติ แต่ข้าพเจ้าคงจะประเมินในภาพรวมไม่ได้ เพราะข้าพเจ้าคงไม่หยั่งรู้ึความรู้สึกของเด็กไทยทั้งมวลไม่ได้ ดังนั้นจึงขอยกประสบการณ์ของข้าพเจ้ามาแทน

ตอนอายุประมาณ 10 ขวบ เป็นช่วงเวลาหนึ่งที่ข้าพเจ้ายืนอยู่ในห้องครัว อยู่ดีๆ ก็มีความคิดว่าหากตายไปแล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับข้าพเจ้า ร่างกายของข้าพเจ้าคงสูญสลายไปรวมกับธุลีนับล้านที่ล่องลอยในจักรวาล ทุกอย่างย่อมสุญสลายไปและไม่มีอะไรอีก ไม่มีพ่อแม่ ไม่มีบ้าน ไม่มีคนที่รู้จัก ไม่มีของที่คุ้นเคย ไม่มีแม้แต่ความรู้สึกใดๆ ทุกอย่างสูญเปล่า ต้องอยู่ในห้วงพื้นที่อันไร้ความใยดีต่อทุกสรรพสิ่งตลอดไปไม่มีสิ้นสุด ไม่วันหวนหลับมา ข้าพเจ้าตกใจกับความคิดนั้นเป็นอย่างยิ่ง น่ากลัวเกินกว่าจะคิดซ้ำใหม่ได้ และพยายามไม่ให้ความคิดนั้นกลับมาอีก บทสวดมนต์ทุกบทไม่ทำให้ข้าพเจ้าทำใจยอมรับข้อเท็จจริงนั้นได้ ศีล 5 พรหมวิหาร 4 ทศพิธราชธรรม ฯลฯ ก็ไม่ทำให้ทุกอย่างดีขึ้น ดังนั้น จากการประเมินโดยประสบการณ์ส่วนตัว ศาสนาพุทธแบบที่สอนในโรงเรียนไม่ช่วยให้ข้าพเจ้าผ่านพ้นประสบการณ์การประจันหน้าเป็นครั้งแรกกับความไร้แก่นสารของตัวตนมนุษย์ของข้าพเจ้าเลย

ปัญหาทางจิตวิญญาณถูกจี้จุดอีกครั้งตอนที่ข้าพเจ้าเรียนชั้นมัธยมต้นและได้อ่านหนังสือศาสนาพุทธลัทธิธยาน (เซน) ที่ชื่อว่าสูตรเว่ยหล่าง โดยเฉพาะการต่อกลอนระหว่างชินเชากับเว่ยหล่างที่โด่งดัง ดังนี้

ชินเชา : กายของเราคือต้นโพธิ์ ใจของเราคือกระจกเงาอันใส เราเช็ดมันโดยระมัดระวังทุกๆ ชั่วโมง และไม่ยอมให้ฝั่นละอองจับ
เว่ยหล่าง : ไม่มีต้นโพธิ์ ทั้งไม่มีกระจกเงาใสสะอาด เมื่อทุกสิ่งว่างเปล่าแล้ว ฝุ่นจะลงจับอะไร?

นี่เป็นประสบการณ์ที่ข้าพเจ้าคิดว่าน่าจะใกล้เคียงกับพระหรรษาทานของคาร์ล ยุง ที่ข้าพเจ้าได้สัมผัสในศาสนาพุทธ ในช่วงวัยที่ต่างกันเล็กน้อย ความคิดของลัทธิเซน สามารถให้คำตอบแก่ความคิดอันน่าสะพรึงที่อยู่ดีๆ ก็แทรกมานั้นได้ ร่างกายอาตมันไม่ได้มีอยู่แล้วรอวันสูญสลายเมื่อตาย เพราะแท้ที่จริงมันไม่เคยมีอยู่แล้วตั้งแต่ต้น มีเพียงแต่อุปทานหมายรู้ของการมีอยู่ ที่จะสิ้นสุดไปเมื่อตาย ความเชื่อนี้ถูกขันน็อตให้หนักแน่นยิ่งขึ้นเมื่อข้าพเจ้าได้รู้จักแนวคิดจิตวิทยาของณาคส์ ลาคอง ที่ชี้ชัดว่าจิตสำนึกของการมีตัวตนเป็นเอกเทศหน่วยหนึ่ง ไม่ได้ติดมาแต่กำเนิด แต่มาจากการเรียนรู้ภาษา ซึ่งเมื่อย้อนกลับไปอ่านปรัชญาของลัทธิเซน ก็พบว่าประเด็นสำคัญคือการก้าวข้ามความคิดที่ถูกจำกัดโดยภาษา เซนจึงถูกถ่ายทอดผ่านการกระทำอันเคลือบคลุม, จิต

ณ เวลานั้นข้าพเจ้าจึงมีความรู้สึกคล้ายกับที่คาร์ล ยุงรู้สึกคือ เสียดายผู้ที่อยู่ในวงการศาสนาพุทธหลายคนที่ยังยึดติดกับการสะสมพระเครื่อง สวดมนต์ ท่องพระไตรปิฎก โดยไม่มาใส่ใจกับประสบการณ์พิเศษที่เกิดจากการค้นพบความกระจ่างทางจิตวิญญาณ

เหตุการณ์ครั้งนั้นมีความสำคัญต่อความคิดเกี่ยวกับศาสนาของข้าพเจ้า เพราะมันทำให้ข้าพเจ้าในอายุ 20 กล้าประกาศอย่างภูมิใจว่านับถือศาสนาพุทธ โดยไม่ต้องเกรงกลัวว่าจะถูกมองว่าเฉิ่มเชย ไม่มีเหตุผล ไม่เป็นวิทยาศาสตร์

ข้าพเจ้าได้ไอเดียใหม่แล้ว ข้าพเจ้าคิดว่าจะเขียนอัตชีวประวัติแข่งกับคาร์ล ยุงดีกว่า


กล้องเก่า: โปรดหลบทางให้คนป่วยแห่งกาลเวลา

6 ปีมาแล้วที่ข้าพเจ้าได้กล้องถ่ายภาพตัวแรก มันคือ Fuji Finepix S5000 ที่ตัวโครงมันคล้ายคลึงกับกล้อง SLR ทั่วๆ ไปเป็นอย่างยิ่ง จะขาดอย่างเดียวก็คือวัศดุที่เหมือนของเด็กเล่นแถวสำเพ็ง กับเสียงดังเวลากล้องโฟกัส ที่ชวนลุ้นว่าเลนส์ทั้งตัวจะหลุดออกมาหรือไม่ แต่ไม่ว่าจะดีชั่วอย่างไร ยังไงเสียนี้ก็คือกล้องตัวแรกของข้าพเจ้า

ภาพแรกที่ข้าพเจ้าถ่ายคือหอประชุมที่ตึก 2 ของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ขณะนั้นเป็นเวลารับสมัครนักเรียนใหม่ ภาพที่ถ่ายได้คือโต๊ะที่อาจารย์หลายคนนั่งเรียงกันหน้ากระดาน คอยตรวจสอบเอกสาร ด้านหน้าคือนักเรียนม.3 ประมาณ 10 กว่าคนนั่งรอท่ามกลางม้านั่งไม้ยาวที่วางเรียงกันคล้ายโบสถ์คริสเตียน ด้านหลังคือเวทีขนาดย่อม ภาพนั้นหายไปนานแล้ว แต่อันที่จริงก็ไม่น่าเสียดายอะไร เพราะเท่าที่จินตภาพได้ ภาพมันเอียงกะเท่เร่ คนก็หน้าเล็ก ทั้งหมดดูรกตา ภาพต่อมาก็มีหลากหลาย มันเป็นบรรยากาศวันวานของช่วงรับสมัครนักเรียนใหม่เข้าศึกษาเตรียมอุดม มีภาพรุ่นพี่ที่มาช่วยงาน ภาพน้องต่อคิว ภาพอากัปกิริยาการพักผ่อนของสต๊าฟ ซึ่งในเย็นวันนั้น ข้าพเจ้าโอนรูปทั้งหมดลงเครื่องแล้วโพสในเวบบอร์ดโรงเรียน และเนื่องจากกระทู้มันต้องใส่หลายรูป reply ตอบกระทู้ตัวเองมันก็เยอะโดยไม่ได้ตั้งใจ กระทู้ก็เลยดันไปอยู่หัวข้อแนะนำ ทั้งที่เราก็ไม่ได้ทำอะไรดีเด่น หากจะมีเสริมก็คงเป็นบรรยายภาพที่ตลกขบขันเล็กน้อย จนถึงไม่ตลกเลย

ประสบการณ์ถ่ายภาพครั้งแรกของข้าพเจ้าทำให้สัมผัสถึงอำนาจบางอย่างของช่างภาพประจำงาน เขาคือผู้ที่อยู่ได้ในทุกบริเวณโดยไม่มีใครตั้งข้อกังขา เขาเหมือนสัพพัญญูในงานวรรณกรรมที่ลอยตัวไปๆ มาๆกระโดดข้ามระหว่างเรื่องเล่าของตัวละครต่างๆ ในท้องเรื่อง ความรู้สึกดังกล่าวทำให้ข้าพเจ้าเพลิดเพลินกับสถานะ “ช่างภาพประจำงานตามพฤติการณ์” เป็นอย่างมาก แม้ว่าช่วงเวลานั้นข้าพเจ้าจะไม่รู้จักคำว่า ความเร็วชัตเตอร์ ความกว้างรูรับแสง ฉากหน้า-ฉากหลัง รูปทรงสามเหลี่ยมปริยาย หรือ กฎสามส่วน ก็ตาม

ตำแหน่งช่างภาพตามพฤติการณ์ ทำให้ข้าพเจ้าเข้าไปสู่วงในของงานโรงเรียนในระดับหนึ่ง งานหลายงานถัดจากนั้น ไม่ว่าจะเป็นเวลาประกาศผลสอบเข้า, ปฐมนิเทศน์, รับน้อง, กีฬาสี ข้าพเจ้าจะได้ตำแหน่งช่างภาพโดยพฤติการณ์บ่อยครั้ง แต่ข้อสังเกตอย่างหนึ่งในเรื่องการถ่ายภาพของข้าพเจ้าก็คือ ณ เวลานั้นข้าพเจ้าไม่ได้ถ่ายภาพคนแบบเจาะเป็นรายคนมากนัก คนในภาพของภาพเจ้าถือธุลีที่ถูกห้อมล้อมด้วยบรรยากาศแห่งกาลเวลานั้น ข้อนี้อาจอธิบายได้ว่า ข้าพเจ้าคงไม่รู้สึกผูกพันกับคนมากเท่ามวลแห่งอารมณ์ที่ล่องลอยในที่ๆ คนจำนวนมากมาชุมนุมและทำกิจกรรมร่วมกัน และน่าจะยืนยันความคิดเรื่องอำนาจของการเป็นสัพพัญญูที่อยู่ในทุกที่ของข้าพเจ้าได้ดี

คืนก่อนวันกีฬาสีโรงเรียนตอนที่ข้าพเจ้าอยู่ม. 5 เป็นอีกประสบการณ์ที่ทำให้ข้าพเจ้าหลงใหลตำแหน่งช่างภาพโดยพฤติการณ์ อย่างถอนตัวไม่ขึ้น  มันเป็นคืนกลางฤดูหนาวที่ปกคลุมความคึกคักในสนามฟุตบอลประจำโรงเรียน ตึกแต่ละตึกกำลังตกแต่งสแตนด์เชียร์ ข้าพเจ้าถือวิสาสะของตำแหน่งช่างภาพโดยพฤติการณ์ เข้าไปถ่ายการทำงานของสีทุกสี สแตนด์ทุกสแตนด์ และแทบจะกล่าวได้ว่า มีโอกาศช่วยงานทุกสแตนด์ แม้ว่าเวลานั้นข้าพเจ้าอยู่สีม่วง และสแตนด์ของสีม่วงคืนนั้น มีทีท่าว่าจะไม่เสร็จก็ตาม

จากที่ข้าพเจ้าคิดว่าตัวข้าพเจ้าเองเป็นผู้ควบคุม เฝ้ามองการไหลเวียนของเหตุการณ์หนึ่งๆ กลับกลายเป็นว่าเหตุการณ์นั้นๆ เข้ามาจู่โจมบังคับให้ข้าพเจ้าต้องบันทึกจิตวิญญาณแห่งชั่วเวลานั้นไว้ทุกวินาที ข้าพเจ้าเกิดความคิดว่าหากไม่รีบเก็บวินาทีนั้นไว้ มันจะกลายเป็นเศษใบไม้ที่ร่วงหล่นทับถมบนพื้น และรอเวลาผุพังอย่างยากจะเยียวยา ภาพคนนอนกลางสนามฟุตบอลตอนกลางคืนระหว่างรอฝ่ายอาร์ตทำคัตเอ้าท์ ภาพคนตอกตะปูบนสแตนด์ ภาพขึงผ้าใบ ภาพเหล่านี้มีความพิเศษมากเกินกว่าจะปล่อยไว้ รอวันเป็นซากแห่งความทรงจำ

นั่นคงทำให้การถ่ายภาพของช่างภาพ ต่างจากการถ่ายภาพทั่วๆ ไป เจ้าหน้าที่พิทักษ์ทรัพย์ที่ถ่ายรูปบ้านที่จะอายัติ, นักท่องเที่ยวถ่ายรูปกับป้ายสถานที่ท่องเที่ยวเพื่อยืนยันการมาถึงของตนเอง, คนถ่ายภาพหมู่คู่วิวทิวทัศน์ การถ่ายภาพในบริบทเหล่านี้ กระทำเพียงเพื่อต้องการหลักฐานเพื่อใช้ประกอบข้อกล่างอ้างของตนในโอกาสต่างๆ เช่น การพูดคุยว่าได้ไปที่ใดที่หนึ่งมาแล้ว, การอ้างต่อศาลว่าได้พบทรัพย์ของลูกหนี้แล้ว แต่นั่นไม่ใช่แรงจูงใจของช่างภาพ ช่างภาพไม่ต้องการถ่ายภาพเพื่อให้ได้มาซึ่งหลักฐานใดๆ ช่างภาพถ่ายภาพด้วยความกลัว  กลัวว่ามุมมองที่ตนกำลังเห็นนั้นคลาดออกไปจากสายตา กลัวว่าบรรยากาศที่กำลังประสบนั้น จะระเหยไปเป็นความทรงจำอันบางเบา

เราจะมีชื่อเรียกตำแหน่งช่างภาพที่เหมาะสมอย่างอื่นใดอีก นอกจากตำแหน่ง “ผู้ต้องการทำให้ห้วงเวลาเป็นอมตะ”  เขาคือผู้ที่ต่อสู้กับนิรันดร์กาลแห่งการผ่านมาและจากไป

ถ้าอาการอาลัยการจากไป เป็นอาการป่วยอย่างหนึ่ง ช่างภาพย่อมกลายเป็นผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่สิ้นหวังจะเยียวยา

น่าเสียดายอย่างยิ่ง ที่บรรดารูปภาพที่ข้าพเจ้าถ่ายไว้ตั้งแต่ม. 5 ได้หายไปหมดแล้ว เนื่องจากปัญหาคอมพิวเตอร์หลายครั้งในรอบ 6 ปีที่ผ่านมา ความกลัวข้างต้นของข้าพเจ้า จึงไม่ได้รับการเยียวยา เพราะบัดนี้ ทุกอย่างในโรงเรียนเตรียมอุดมกลายเป็นร่องรอยอันบางเบาสำหรับข้าพเจ้าไปแล้ว รูปหายน่าจะเป็นฝันร้ายอย่างหนึ่งของช่างภาพทุกคน

ตอนนี้ข้าพเจ้าไม่ต้องพึ่งพา Finepix S5000 อีกต่อไป เพราะมี DSLR ของ Nikon แล้ว แต่ก็ไม่มีใครยักจะขาย Finepix ออกไป มันยังอยู่ในกระเป๋าใบเดิมที่ข้าพเจ้าใช้เมื่ออยู่ม. 5 และมันยังอยู่ที่เดิมที่ข้าพเจ้าเก็บไว้ครั้งสุดท้าย และบัดนี้ข้าพเจ้าก็จะเก็บมันไว้ที่เดิมอีก เพื่อรอวันขุดคุ้ยระลึกความหลังอีกครั้งในอีกหลายปีข้างหน้า ตามประสาคนป่วยอย่างข้าพเจ้า


ความไม่เป็นสาธารณะของหนังซอมบี้

REC เป็นหนังซอมบี้จากสเปน ที่แหวกขนบการเล่าเรื่อง และมุมกล้อง ของหนังสยองขวัญทั่วไป  การถ่ายภาพแบบ handheld และการใช้ลีลาการเล่าเรื่องแบบสารคดี ต่างร่วมกันหล่อเลี้ยงความสมจริงอย่างน่าประหลาดให้กับหนังปี 2007 เรื่องนี้

แต่ข้าพเจ้าไม่ได้ตั้งใจจะพูดถึงหนังเรื่องนี้ในตอนนี้ ถ้าจะพูดอีกนิดหน่อย ก็คงเป็นบรรยากาศที่เฮฮาของการฉายหนังเรื่องนี้ในคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ โดยภาควิชาภาษาสเปน ห้องฉายเดิมทีเป็นห้องเลกเชอร์ขนาดใหญ่ชั้น 5 อันมีบรรยากาศเคร่งขรึมเป็นอย่างยิ่ง ทันใดที่มีผีปรากฎเข้ามาในมุมกล้อง ความเคร่งขรึมก็ถูกแทนที่ด้วยเสียงหวีดร้องและเสียงอันชวนหัวหลายประการ เป็นบรรยากาศอันย้อนแย้ง ที่คงหาไม่ได้ในโรงภาพยนตร์ทั่วไป

เรื่องที่ข้าพเจ้าสนใจยิ่งกว่าตัวหนัง คือคำวิจารณ์ประการหนึ่งที่มาจากผู้เคยชมหนังเรื่องนี้แล้ว คำวิจารณ์นั้นมีใจความว่าเขาไม่ชอบ REC เพราะมันไม่ยอมเปิดเผยเรื่องราวความเป็นมาของเรื่องให้ชัดเจน

สำหรับพี่น้องมิตรรักนักดูหนัง ขอให้ใจเย็นไว้ก่อน หากจะโต้แย้งข้อกล่าวหานี้ ต้องทำอย่างช้าๆ ทีละขั้นตอน ทีละประเด็น

ข้อกล่าวหานี้ แม้จะพบได้บ่อย แต่มันไม่ธรรมดาสำหรับข้าพเจ้า เพราะในอดีต งานศิลปะแขนงอื่นๆ ก็เริ่มปรากฎ “ผู้เล่าเรื่องที่ไม่เป็นกลาง” แล้ว การเล่าเรื่องในวรรณกรรมหลายเรื่องในอดีตก็ไม่ได้เปิดเผยที่มาที่ไป ไม่ได้เขียนจากมุมมองของสัพพัญญูผู้ตรัสรู้ทุกความเป็นไปในอาณาจักรแห่งเรื่องเล่า แม้แต่ในเกมคอมพิวเตอร์อย่าง Half-Life ก็มีเรื่องเล่าแบบไม่เปิดเผยเรื่องราวทั้งหมดนี้เช่นกัน แต่ข้อดีของ Half-Life คือ ทุกคนมัวแต่เพลิดเพลินกับการยิงซอมบี้ สะสมอาวุธ ขึ้นเรือ ขึ้นรถ จนสิ้นความสงสัยในประเด็นดังกล่าวไป

แต่สำหรับสื่ออื่นๆ การไม่เปิดเผยเรื่องราวทั้งหมดกลับกลายเป็นเรื่องใหญ่ในสายตาของหลายคน ทั้งที่เทคนิกการเล่าเรื่องเช่นนี้ ก็มีมาตั้งนานแล้ว ทำไมถึงเป็นเช่นนั้นได้?

ข้าพเจ้าคิดว่ามโนทัศน์ดังกล่าว มีความเชื่อมโยงอย่างยิ่งกับกรอบความคิดเกี่ยวกับ “สื่อสาธารณะ”

ตามปรกติ สื่อสามารถเกิดได้ทุกที่ การเขียนไดอารี่แลกกันดูในบ้าน ตัวไดอารี่ก็อาจเป็นสื่อได้ แต่เมื่อใดที่สื่อตั้งใจจะเผยแพร่ข้อความไปสู่คนหมู่มาก สถานภาพของสื่อนั้นจะถูกยกระดับเป็นสื่อสาธารณะ  เกือบทุกคนในสังคมมีทัศนคติว่า สื่อที่เก่งกล้าถึงขนาดมาส่งข้อความถึงคนหมู่มากได้ ผู้ทำสื่อต้องรู้เรื่องสิ่งที่จะพูดได้ดี และครบถ้วนเพียงพอ

ข่าวโทรทัศน์ โปสเตอร์ โฆษณา ต่างตอบสนองต่อความคาดหวังนี้ ด้วยการพยายามอย่างเต็มที่ เพื่อให้ข้อมูลที่นำเสนอมีความครบถ้วนบริบูรณ์ และชัดเจน สภาพแวดล้อมเชิงเทคโนโลยีในอดีต ทำให้การเข้าถึงสถาบันสื่อสาธารณะ ทำได้ยาก เพราะอุปกรณ์ผลิตสื่อมีราคาแพง จำกัดเฉพาะกลุ่มผู้มีเงินจะซื้อจริงๆ เท่านั้น เช่น คอมพิวเตอร์ กล้องถ่ายภาพ สภาพการณ์นี้จึงยิ่งเสริมความขลัง ของสื่อสาธารณะเข้าไปอีก

เมื่อชีวิตของมนุษย์จ่อมจมกับสื่อสาธารณะมากกว่าสื่อส่วนตัว ไวยากรณ์การเล่าเรื่องของสื่อสาธารณะจึงสถาปนาจริยธรรมการเล่าเรื่อง (Ethics in narrative) ของสื่อทุกชนิด ในมโนทัศน์ของคนหลายคน

การพูดเรื่องราวที่ไม่มีที่มาที่ไป ไม่ว่าในที่ใดๆ ย่อมถือว่าผิดจริยธรรมการเล่าเรื่อง และมักถูกปรามาสว่าเป็นการพูดที่ไม่มีความหมาย จึงไม่ได้รับความสนใจ ผลกรรมนี้จึงส่งผลมายังสื่อสาธารณะรูปแบบศิลปะอีกด้วย

แต่ระเบียบแห่งมโนทัศน์ที่ข้าพเจ้ากล่าวมาทั้งหมดกำลังจะล่มสลาย ความคิดที่เชื่อว่าสื่อสาธารณะกระแสหลัก อาจไม่ได้รู้จริงในสิ่งที่ตัวเองเล่า เริ่มมีแรงเหวี่ยง หรือไม่ก็กำลังเหวี่ยงแรงอยู่ในจิตวิญญาณสังคม ตัวอย่างเช่น เหตุการณ์น่าอับอายของสำนักข่าวกระแสหลักที่เผยแพร่ข่าวที่ปรากฎภายหลังว่าไม่เป็นความจริง และในอีกแง่หนึ่ง คนในสังคมก็เริ่มเชื่อว่าสื่อที่ออกมาปรากฎตัวในพื้นที่สาธารณะไม่จำเป็นต้องพูดเรื่องราวให้ครบถ้วนก็ได้ หากแต่เป็นแง่มุมเล็กๆ เท่าที่ตนมองเห็นก็เพียงพอ

เหตุการณ์เช่นนี้น่าจะเกิดจากเหตุการณ์อย่างใดอย่างหนึ่งในสองประการนี้

1. พื้นที่สาธารณะกับพื้นที่ส่วนตัวไหลรวมกันจนแยกแยะไม่ได้ เรื่องส่วนตัวอย่างสถานที่กินข้าว กิจกรรมปลีกย่อยในวันหนึ่งๆ ก็กลายเป็นข้อมูลที่ทุกคนเข้าถึงได้ ส่วนฝ่ายสื่อสาธารณะกระแสหลักเอง ก็ดูเหมือนไม่สามารถจัดการกับพื้นที่ส่วนตัวที่กำลังไหลเข้ามาได้  มันทำให้สื่อแบบจารีตมีทางเลือกมากเกินไป เกิดปัญหาเรื่องการกลั่นกรองความสำคัญ

2. การทำสื่อเพื่อเผยแพร่ในพื้นที่สาธารณะทำได้ง่ายขึ้น เพราะอุปกรณ์ทำสื่อหาได้ง่ายขึ้น

หรืออาจจะเกิดเหตุการณ์ที่ 2 ก่อน แล้วทำให้การแบ่งพื้นที่ส่วนตัวกับสาธารณะไม่ใช่เรื่องสำคัญอีกต่อไปจึงเกิดเหตุการณ์ที่ 1 ตามมา

แต่ไม่ว่ากระบวนการจะเป็นอย่างไร สิ่งที่ต้องยอมรับคือ เราอยู่ห่างจากระเบียบของสื่อสาธารณะมานานแล้ว ไม่มีความจำเป็นเลยที่สื่ออันเผยแพร่ออกสู่สาธารณะ จำเป็นต้องนำเสนอข้อมูลแบบครบถ้วนมีที่มาที่ไปชัดเจน

REC ในสายตาของข้าพเจ้าจึงไม่ใช่หนังซอมบี้พาหวาดเสียวเฮฮาไปเปล่าๆ แต่ยังมีนัยยะเกี่ยวกับสถานะของสื่อในปัจจุบัน ซึ่งเปรียบเหมือนสายตาจากปถุชนทั่วไป ที่ไม่สามารถปะติดปะต่อเรื่องราวอันเป็นความลี้ลับในโลกได้ทั้งหมด และที่น่าสนใจคือ ไม่สามารถก้าวก่ายเรื่องราวของรัฐบาลได้อย่างครบถ้วน

แนวโน้มนี้กลับกลายเป็นสิ่งที่ดี เพราะท้ายที่สุด สายตาอันไม่กลางของคนทั่วไป ก็ได้ทำการเปิดเผยเบื้องหลังหน้ากากความเป็นกลางของสถาบันสื่อสาธารณะที่ปกปิดมิดชิดมากว่าศตวรรษ สื่อทุกชนิดย่อมหนีไม่พ้นการนำเสนอแง่มุมใดแง่มุมหนึ่ง ไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ในประเด็นใดประเด็นหนึ่งอยู่แล้ว

ผู้ที่ควรปรับตัว ต้องเป็นฝ่ายผู้รับสื่อ ต้องยอมรับความคิดใหม่เกี่ยวกับระเบียบของสื่อนี้ให้ถ่องแท้


ความไม่จำ กับภาพยนตร์ที่เกี่ยวข้อง

สมองไม่ใช่เครื่องมืออันโปร่งใส ที่จะบันทึกความทรงจำที่มนุษย์พบเจออย่างเที่ยงตรง ไร้ข้อบิดเบือน เหตุการณ์บางอย่างที่แม้เกิดขึ้นซึ่งหน้า ในที่สุดก็อาจแปรสภาพเป็นภาพอันเรือนราง ประทับอยู่ในมโนทัศน์แทน หรือไม่ก็กลายเป็นภาพอื่นที่สร้างความทรงจำเสมือนจริง ที่จะหลอกหลอนสร้างความเข้าใจผิดแก่ตัวอัตบุคคลนั้นจนชั่วชีวิต

มีหนังอย่างน้อย 2 เรื่อง ที่สำรวจแง่มุมของความเสื่อมประสิทธิภาพแห่งความทรงจำนี้

-1-

Rashomon [Akira Kurosawa, 1950]

ฉากแรกเป็นภาพของพายุฝนที่กระหน่ำซ้ำลงอาคารไม้คล้ายศาลเจ้าที่พังทลายลงครึ่งหนึ่ง คนสองคนอันไร้นามหลบฝนในนั้น ก่อนที่ชาวบ้านที่โชคร้ายอีกคนมาร่วมหลบด้วย เวลานั้นเองที่ผู้ไร้นามอันสองคนจะเริ่มบอกเล่าเรื่องราวแห่งความพิกลพิการของความทรงจำ และจริยธรรม ที่ฟ่อนเฟะไม่แพ้สภาพประตูศาลเจ้าที่ทั้งสามหลบพายุฝนอยู่

เรื่องราวทั้งหมดเริ่มจากเหตุการณ์ข่มขืนและฆาตกรรมกลางป่า ที่มีประจักษ์พยาน 4 คน เข้ามาพัวพัน หนึ่งคือผู้หญิงภรรยาซามูไรที่ถูกข่มขืน หนึ่งคือซามูไรที่ถูกฆ่าในคดีนี้ (ขอให้ชมหนังจริง เพื่อจะได้รู้ว่าเขาสืบพยานที่ตายแล้วได้อย่างไร) หนึ่งคือคนจรผู้ก่อเหตุ และอีกหนึ่งคือคนตัดไม้อันไร้นาม ที่กำลังเป็นผู้เล่าเรื่องทั้งหมดให้คนดูฟัง

พยานทั้ง 4 บอกเล่าเหตุการณ์เดียวกันในลักษณะขัดแย้งกัน ฝ่ายผู้หญิงให้การว่าหลังถูกข่มขืน สามีเธอก็ทำสายตาเย็นชา ทิ่มแทงใจ เธอเศร้ามากและเป็นลมไปชั่วขณะโดยถือไว้ในมือ เมื่อตื่นมาก็พบว่ามีดปักที่อกสามีเธอแล้ว ก็ยิ่งทำให้เศร้ามากไปอีกและพยายามฆ่าตัวตายหลายครั้ง ส่วนฝ่ายซามูไรสามีของเธอก็ให้การว่า ฝ่ายหญิงไปมีใจให้คนที่ข่มขืนเธอ และขอร้องให้คนร้ายฆ่าสามีของเธอเสีย คนร้ายตกใจกับคำขอร้องนั้นและหันมาเห็นอกเห็นใจซามูไร ก่อนที่ภรรยาจะหลบหนีไป ภายหลังซามูไรจึงฆ่าตัวตาย ส่วนผู้ต้องหาก็ปฎิเสธเรื่องราวทั้งหมด เพราะอันที่จริงภายหลังที่ข่มขืนกันแล้ว ฝ่ายหญิงร้องขอให้คนร้ายดวลดาบกับซามูไรให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตายไป เพราะไม่อยากให้มีผู้ชายมากกว่าหนึ่งคน รับรู้เรื่องราวบัดสี ท้ายที่สุดภายหลังการดวล คนร้ายดวลดาบชนะซามูไรได้

เรื่องราวทั้งหมดทำให้กระจ่างโดยคนตัดไม้ที่เป็นประจักษ์พยานเหตุการณ์ตั้งแต่ต้น แต่ความกระจ่างนั้นท้ายที่สุดก็ถูกบดบังโดยความรู้สึกผิดและเห็นแก่ตัวบางอย่างของคนตัดไม้ ผู้บอกเล่าเรื่องเอง

ความจำของมนุษย์ไม่สามารถทำตัวโปร่งใสได้ เพราะความตรงไปตรงมา คือศัตรูของการปิดบังความละอายรู้สึกผิด แม้แต่คนที่ตายไปแล้ว ก็ยังมีความทรงจำที่บิดเบือน เพื่อไม่ให้ชื่อเสียงของตนเองเสื่อมเสีย เมื่อใดที่ข้อมูลที่จะเป็นอันตรายต่อผู้เล่าเรื่องกำลังจะถูกเปิดเผยออกมา เมื่อนั้นผู้ที่บอกเล่าก็จะรีบตะครุบมันเก็บไว้ โดยสัญชาตญาณ

เรื่องน่าสนใจอีกเรื่องคือการกำกับภาพป่าของคาซึโอะ มิยางาวา ที่แปลมโนทัศน์เรื่องความคลุมเครือของความจำ ให้กลายเป็นภาพที่มีแสงแรงจากดวงอาทิตย์พาดผ่านใบหน้าตัวละคร และฉากหลังเป็นหย่อมๆ สลับไปกับเงามืดของร่มไม้ ราวกับสิ่งที่เห็น กำลังถูกปิดบัง บิดเบือน ทำให้สับสนด้วยสิ่งใดสิ่งหนึ่ง

แต่ข้าพเจ้าไม่ชื่นชอบความคิดที่มีต่อ “ความจริง” ของหนัง ผู้แต่งเรื่องแสดงความคิดผ่านตัวเรื่องว่า เราสามารถมีความจริงสุดท้ายที่จริงแท้ได้ ถ้าเราไม่มีส่วนพัวพันในประเด็นนั้น เพราะเราจะอธิบายปรากฎการณ์ทางจิตของมนุษย์ให้จริงแท้ได้อย่างไร เมื่อบุคคลนั้นคือบุคคลที่สามที่ไม่ได้รู้จัก คุ้นเคยกับคนที่กำลังถูกสังเกตการณ์เลย ความทรงจำเกี่ยวกับความคิดของผู้อื่น จึงเป็นเรื่องที่มีปัญหา เพราะมันเปลี่ยนแปลงไปตามระดับการมีปฎิสัมพันธ์ของบุคคลผู้นั้นตลอดเวลา นั่นคือข้อหาหนึ่ง แต่ข้อหาที่น่าจะแก้ตัวได้ยากกว่า คือ ผู้สังเกตการณ์ทุกคนมีอคติอย่างใดอย่างหนึ่งในเหตุการณ์นั้นอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเพศสภาวะ ชนชาติ ฐานะ ฯลฯ และภาษาลีลาการเล่า จะฟ้องความลำเอียงนั้นเองโดยธรรมชาติ

-2-

Waltz With Bashir [Ari Folman, 2008]

หนังสารคดีอะนิเมชั้นเรื่องนี้ บอกเล่าการเดินทางของอดีตยุวทหารชาวอิสราเอลอะรี ฟอลแมน ที่ “ลืม” เหตุการณ์ครั้งที่ตนไปรบในสงครามเลบานอนเมื่ออายุ 19 เพื่อค้นหาต้นตอของฝันร้ายที่วนเวียนในจิตตลอดเวลา เขาเดินทางไปพบเพื่อนสมัยยุวทหารหลายที่ รวมถึงพบกับนักข่าวอิสราเอล รอน เบนอีเช ผู้ที่เฝ้าติดตามสถานการณ์สงครามในเวลานั้นอย่างใกล้ชิด

การรื้อฟื้นความจำของเขา ทำให้ภาพของเหตุการณ์สังหารหมู่ในค่ายซาบราและชาทิล่า ที่เป็นค่ายผู้ลี้ภัยชาวปาเลสไตน์ในเบรุต ประเทศเลบานอน แจ่มชัดยิ่งขึ้น ฉากของสงครามในเลบานอน ฉากของกลุ่มทหารชาวเลบานอนสายคริสเตียนเข้าล้อมค่ายโดยความยินยอมของทหารอิสราเอล ฉากของกลุ่มทหารอิสราเอลช่วยจุดพลุไฟให้ท้องฟ้าเหนือซาบราและชาทิล่า สว่างสไว ราวกับเพื่อสนับสนุนกิจกรรมใดสังอย่าง ทันใด ภาพการ์ตูนที่เราเห็นตั้งแต่แรก กลับแตกหักลง กลายเป็นภาพข่าวของจริงที่ฉายภาพกองศพที่เกลื่อนกลาดไปทั่วค่าย ระคนด้วยเสียงกรีดร้องของเด็กและผู้หญิง

ภาพการ์ตูน เป็นเทคนิกแปรรูปมโนทัศน์เกี่ยวกับปัญหาของความทรงจำ เพราะภาพการ์ตูนเชื่อมโยงเกี่ยวกับความคิดเรื่องความไม่จริงจัง ความไม่แน่นอน ความฝัน ผู้กำกับจงใจใช้การ์ตูนเพื่อเล่าเรื่องทั้งหมด เพื่อแสดงสภาวะจิตของเขาที่เต็มไปด้วยความกลัว ว่าท้ายที่สุดความจริงจะปรากฎออกมา ความรู้สึกผิดที่ยากจะแบกรับ กำลังจะเกิดขึ้น

แต่บทสรุปของฟอลแมนในตอนท้าย ที่โยนข้อหาฆาตกรรมหมู่ให้แก่ทหารเลบานอนสายคริสเตียนนั้น ก็ยังดูเคลือบแคลง เพราะผู้พูดกำลังบอกเล่าความทรงจำจากชาวอิสราเอล ผู้ทำหน้าที่รักษาความสงบในเลบานอนช่วงนั้น ยิ่งประกอบกับผู้เคราะห์ร้ายในโศกนาฎกรรมนี้คือชาวปาเลสสไตน์ ก็ยิ่งทำให้น่าสงสัยขึ้นไปอีก ว่าท้ายที่สุดความทรงจำที่ฟอลแมนค้นพบ จะเป็นความทรงจำที่จริงแท้ปราศจากการบิดเบือนทั้งปวงจริงหรือไม่ ทหารอิสราเอลเป็นแพะรับบาปในกรณีนี้จริงหรือไม่

-3-

หนังสองเรื่อง ทำให้ข้าพเจ้าสรุปได้ว่า ความไม่ต้องการที่จะรู้สึกผิดหรือรับผิดชอบต่อสิ่งใด มีส่วนทำให้ความทรงจำของมนุษย์บิดเบือนไป ยิ่งถ้าความทรงจำนั้นถูกบันทึกให้มั่นคง เรียกคืนได้ตลอดเวลาด้วยแล้ว ความหลงผิดก็จะถูกสืบทอดเป็นมรดกไปชั่วลูกชั่วหลาน ข้าพเจ้าจึงไม่คิดว่าตัวอักษรเองจะช่วยให้ความทรงจำแจ่มชัดขึ้น แต่กลับกัน มันเปิดโอกาสให้การบิดเบือนความจำทำได้อย่างเป็นหลักเป็นการ เป็นสถาบัน เป็นกระบวนการมากขึ้น


Reflection on 2 Films on Environmentalism

Mononoke-Hime (Princess Mononoke, 1997, Hayao Miyazaki)

This is not a butterflies-and-rainbows optimistic cartoon preaching us to save planet and to love animals & trees, like other animations from ordinary social campaigns. Rather, Mononoke-Hime, the masterpiece of Ghibli wizard Hayao Miyazaki, offers the balance and mature point of view on environmental conservation.

Journeying to the nowhere to cure the curse of diabolic wound, the protagonist, Prince Ashitaka, arrived in ‘Irontown’, where villagers cut forest, use charcoal to smelt iron, devastate nearby forest. The leader, Lady Ebosi, adopted many prostitutes and poverty-stricken families to work here, let them have a good quality of life, while cutting down forest, forcing wild animals refuge from their former sanctuary.  As the conflict being accentuated, a number of battles between the Lady’s pose and animals erupted – the battles in which Price Ashitaka cannot decide which side he should be with. Actually, this dilemma is presenting in an enormous amount of issues on public policy: one side is the quality of life of those who can garner the benefits from environment and the other the environment. So, the problem on environment does not relate to just the environment itself, but the life of labours, the villagers’ welfare, as well as other human factors, all ,also ,intertwine in that so-called ‘environmental’ issues. The lack of concentration on human aspects is the key characteristic, and the failure as well, of environmantal campaigne nowadays.

In my opinion, the pinnacle of environmental problem is not to find the way to keep environment intact forever, but how to make BOTH human and environment sustainably live together.

But what was the conclusion of the problematic situation in Irontown? You should find out yourself.

 

Home (2009, Yann Arthus-Bertrand)

The first time I saw this movie, I, to be frank, did not like it. There were seemingly endless montages of aerial photo of places around the world accompanied by bubbling of narrator, and many audiences in the theater fell asleep.

But when it came to the second thought, I have changed my mind. The film tries to show the interconnectedness of life in this biosphere, and succeeds. The eye candy images of bird eye shot on various landscapes of the world represents the face of our home where people, though geographically, socially and culturally different, share the same fate on the climate and welfare crisis. The narrative script also well illustrates the point.

The only problem is probably the style of deliver which is quite monotonous – the viewers will find themselves hard to hold conscious from the beginning to the end of the movie.

The documentary is in public domain by voluntary of Yann Arthus-Bertrand, the copyrightholder and the keen aerial cinematographer of the film, and could be watch (or download) fot free [here] and [here]

This post is a part of Blog Action Day 2009: Climate Change


ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 639 other followers