ปัญหาประวัติศาสตร์

เมื่อวานบังเอิญได้ไปอ่านบทความในประชาไทที่พาดพิงถึงเอกสารประกอบการสอนวิชาประวัติศาสตร์ของโรงเรียนมัธยมที่ข้าพเจ้าเป็นศิษย์เก่า โดยในเนื้อหาชี้แจงว่ามีข้อเท็จจริงที่ฉายภาพข้างเดียวในช่วงที่กล่าวถึงเหตุการณ์ทางการเมืองในปี 2005-ปัจจุบัน เหตุการณ์เหล่านั้นเช่น การสลายกลุ่มพันธมิตรเมื่อวันที่ 7 ตุลา การสลายกลุ่มนปช.เมื่อวันที่ 13 เมษา เป็นต้น การฉายภาพข้างเดียวที่ถูกกล่าวอ้างเช่น การอธิบายว่าการสลายการชุมนุมตอนวันสงกรานต์เป็นการใช้กระสุนกระดาษทั้งที่ปรากฎวิดีโอในอินเตอร์เนตว่ามีการใช้กระสุนจริง การกล่าวถึงการปิดกั้นสื่อในช่วงนายกทักษิณ โดยไม่กล่าวถึงการปิดกั้นสื่อในช่วงนายกอภิสิทธิ์ เป็นต้น หลังจากกวาดสายตาอ่านบทความดังกล่าวแล้ว ทำให้ข้าพเจ้าต้องการเขียนถึงบทบาทของการสอนวิชาประวัติศาสตร์ในภาพรวม

ข้าพเจ้าไม่เห็นด้วยกับการสอนวิชาประวัติศาสตร์ ในฐานะของวิชาที่ชี้แจงข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ใดๆ ในบทความที่ประชาไทที่นำเสนอว่า ตำราเรียนวิชาประวัติศาสตร์ควรบรรจุผลการชันสูตรศพของผู้ชุมนุมที่เสียชีวิตลงไปในเนื้อหาด้วยเพื่อความบริสุทธิ์ใจนั้น ข้าพเจ้าเห็นว่าถ้าทำเช่นนั้นแล้ว เราก็ไม่ควรละเลยที่จะบรรจุผลการชันสูตรศพของพระศรีสุริโยทัย พระนเรศวรมหาราช ฯลฯ ด้วย ซึ่งแต่ละเคสก็มีข้อถกเถียงมากมายว่าการสวรรณคตนั้นเป็นไปตามพงศาวดารจริงหรือไม่ นอกจากนี้ถ้าย้อนไปในเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์หลายเหตุการณ์ก็จะพบความไม่ยุติ หรือไม่ลงรอยในข้อเท็จจริง เช่นตำนานของพระเจ้าอู่ทองที่ว่ากันว่ามี 5 เวอร์ชั่นให้เลือกสรรค์ ตั้งแต่เรื่องที่ว่าเป็นลูกคนจีน จนกระทั่งเกิดมาจากพระอาทิตย์สรวงสวรรค์ และที่ดูจะถกเถียงกันมาก และที่ต้องการข้อพิสูจน์หลักฐานอย่างเร่งด่วนเพื่อความบริสุทธิ์ใจ คือการกำเนิดของอักษรไทยและอารยธรรมไทย ว่าเริ่มต้นที่การค้าเสรี WTO ในน้ำมีปลาในนามีข้าวจริงหรือไม่

เห็นได้ว่าถ้าวิชาประวัติศาสตร์มุ่งไปที่การชี้แจงข้อเท็จจริง ท้ายที่สุดก็ต้องลงเอยด้วยการต้องมีหลักฐานเพื่อความบริสุทธิ์ใจมาประกอบทั้งสิ้น ส่วนผู้เรียนเองเมื่อเห็นหลักฐานที่แสดงความบริสุทธิ์ใจนั้นแล้วก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากยึดถือข้อเท็จจริงนั้นเป็นสรณะ จนกว่าจะมีคนแสดงหลักฐานเพื่อความบริสุทธิ์ใจอีกอย่างหนึ่งที่น่าเชื่อถือกว่า เช่นนี้จะเห็นได้ว่าผู้เรียนวิชาประวัติศาสตร์ตกอยู่ในสภาพเหมือนเด็กอมมือ ที่ต้องมองพ่อแม่ตบตีกันเรื่องการค้นหาหลักฐานเพื่อความบริสุทธิ์ใจ ใครกระทืบอีกฝ่ายได้สำเร็จก็มีโอกาสไปยัดข้อเท็จจริงใส่ปากเด็ก นี่ไม่น่าจะเป็นบทบาทของวิชาประวัติศาสตร์

ข้าพเจ้าเห็นว่าในองค์ความรู้ของวิชาประวัติศาสตร์ประกอบด้วย 3 ประการคือ (1) เทคนิกการค้นหาข้อมูลทางประวัติศาสตร์ (2) ผลสรุปในอดีตเกี่ยวกับข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ (3) บทบาทของข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ต่อสังคม

การศึกษาไม่ควรเน้นไปที่องค์ความรู้ในเรื่องที่ (2) มากเกินไป แต่ควรเน้นไปที่องค์ความรู้ในส่วนที่ (1) และ (3) เช่น การศึกษาประวัติศาสตร์พระเจ้าอู่ทอง สาระสำคัญไม่ควรอยู่ที่ว่าสรุปแล้วพระเจ้าอู่ทองมาจากไหน แต่ควรอยู่ที่คำถามว่าทำไมจึงเชื่อเช่นนั้น มีกระบวนการรวบรวมหลักฐานอย่างไร เอกสารอะไรบ้างที่น่าเชื่อถือและไม่น่าเชื่อถือ และในส่วนของประวัติศาสตร์สมัยใหม่ ก็ยิ่งเป็นโอกาสดีที่จะนำทฤษฎีการรวบรวมหลักฐานเหล่านั้นมาประกอบเรื่องราว และควรสนับสนุนให้ผู้เรียนแต่คนลองประกอบเรื่องราวด้วยหลักฐานเชิงประวัติศาสตร์ต่างๆ เอง อย่างในกรณีนี้เอง แทนที่จะเขียนเชิงสอนสั่งว่ารัฐบาลใช้กระสุนกระดาษหรือจะเขียนว่ารัฐบาลใช้ M16 ซึ่งไม่ว่าจะเขียนอย่างไร ข้าพเจ้าก็เชื่ออย่างหนักแน่นว่าต้องมีคนท้วงติง ก็เปลี่ยนเป็นการประยุกต์เทคนิกการรวบรวมหลักฐานทางประวัติศาสตร์เพื่ออธิบายเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมืองแทน โดยผู้เรียนจะต้องกระโจนเข้าไปหาแหล่งข้อมูลมากมายที่มีระดับความน่าเชื่อถือแตกต่างกัน และหยิบยกมาประกอบเรื่องราวอย่างมีหลักมีการตามเทคนิกทางการสืบค้นข้อมูลประวัติศาสตร์ เช่นนี้ข้าพเจ้าเห็นว่าจะมีประโยชน์กว่าการมานั่งเรียนว่ารัฐบาลใช้กระสุนอะไรสลายผู้ชุมนุม ในมิติของผลทางสังคมที่เกิดจากข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ก็เป็นประเด็นน่าศึกษาว่า ประวัติศาสตร์ในหลายสมัยถูกนำมาหยิบยกเพื่อเป้าประสงค์หลายๆ อย่างเช่น สร้างชาติ ปลุกระดมสำนึกทางวัฒนธรรม หากเรามองข้ามมิติเชิงอำนาจของประวัติศาสตร์เหล่านี้ไป จะเป็นการพลาดโอกาสที่จะเห็นองคภาวะของประวัติศาสตร์ที่ดำรงอยู่ในจิตสำนึกของสังคมไปอย่างน่าเสียดาย

ดังนั้น การเปิดเผยข้อมูลข้างเดียวในเอกสารการสอนประวัติศาสตร์ในเรื่องเหตุการณ์ในปัจจุบันของไทย รวมถึงการเปิดเผยข้อมูลข้างเดียวตั้งแต่เริ่มยุคประวัติศาสตร์ของไทยเป็นต้นมานั้น ข้าพเจ้าเห็นว่ายังไม่เป็นปัญหาเท่ากับการมองบทบาทของประวัติศาสตร์อย่างแคบๆ ว่าเป็นการป้อนข้อเท็จจริงให้ผู้เรียนจดจำ ทั้งที่ในภาพรวมแล้ว ประวัติศาสตร์ควรลงจุดเน้นไปยังวิธีการ (methodology) ของการสรุปข้อเท็จจริง รวมถึงบทบาทของการใช้ข้อสรุปเชิงประวัติศาสตร์ในอดีตมาสร้างอำนาจในสังคม


3 ความเห็น on “ปัญหาประวัติศาสตร์”

  1. pikachan พูดว่า:

    เห็นแล้วอยากเมนต์โพสท์นี้อ่ะ

    เห็นด้วยกับเรื่องประวัติศาสตร์ไม่ควรเป็นวิชาที่สอนให้ท่องจำ

    ถ้าพูดในฐานะนักเรียน เรากลับคิดว่าการเรียนประวัติศาสตร์ในตอนม. ปลายถ้าทำอย่างที่การ์ดบอกละก็
    เราคงสาปแช่งคนเปลี่ยนหลักสูตรประวัติศาสตร์ไปอีกนาน
    ลองจินตนาการวิธีวัดผลของการสอนแบบ (1) สิ โอ้วมายก๊อด ไม่อยากคิดถึงหน้าอาจารย์คมขำตอนออกข้อสอบเลย -_-

    ส่วนการสอนประวัติศาสตร์ในทำนองที่การ์ดว่าอย่างข้อ (3) นี่ก็เป็นเรื่องดี แต่กว่าจะทำอย่างข้อ (3) โดยไม่ใช้ “การท่องจำ” หรือว่า “การสอน” ได้นี่ คิดว่ายังไงก็ต้องผ่านกระบวนการที่ (1) และ (2) มาก่อน กล่าวคือ ผู้เรียนต้องมีความรู้ทางประวัติศาสตร์ดีกว่าจะมาวิเคราะห์ได้ และหากจะได้ข้อมูลรวบยอดในส่วนที่ (2) มาได้อย่างที่การ์ดบอก ก็เท่ากับว่าต้องมาสังเคราะห์หลักฐานผ่านกระบวนการที่ (1) มาก่อนอีก แบบนี้à¸ÿายใต้ระยะเวลา 1 à¸ÿาคการศึกษาในชั้น ม. ปลายนี้คงสอนประวัติศาสตร์ไม่จบแหงๆ

    คิดว่าการเรียนประวัติศาสตร์ในช่วงก่อนอุดมศึกษานี้เป็นแค่ตัวจุดประกายให้เราได้ศึกษาต่อไปมากกว่า เพราะฉะนั้นมันจึงอยู่ในรูปของบทสรุปให้นักเรียนได้เข้าใจพอสังเขปก่อนจะไปศึกษาต่อ อย่างเช่นเรื่องเกี่ยวกับ จักรๆ วงศ์ๆ สมัยอยุทธยา รัตนโกสินทร์ ท้ายที่สุดแล้วพอมาถึงในเราโตขึ้น ได้รับข้อมูลจากหลายแหล่งมากขึ้น เราก็พอจะสรุปหรือเข้าใจ “ข้อเท็จจริง” ที่เกิดขึ้นได้อยู่ดี

    อย่าลืมว่า “ข้อมูล” เองก็เป็นพื้นฐานในการวิเคราะห์เหมือนกัน เปรียบได้กับเวลาทำโจทย์เลขà¸ÿาคตัดกรวย ตอนแรกเราไม่รู้ว่าสูตร c = (x-h)^2 + (y-k)^2 มันมาได้ยังไงหรอก แต่ว่าถ้าจำสูตรนี้ไม่ได้เราก็จะทำโจทย์เลขไม่ได้ ก็ต้องจำไปก่อน แต่พอท้ายที่สุด พอเรามีความรู้มากขึ้น เราก็จะพิสูจน์ได้ว่าสูตรนี้มีที่มาอย่างไร ดังนั้น ถ้าไม่มีข้อมูลอะไรทางประวัติศาสตร์ให้มาเป็นแนวทางมาก่อนเลย หากต้องการจะหาข้อโต้เถียงข้อมูลนั้น อาจจะคลำหาทางสืบหักล้างลำบากกว่าก็ได้นะ

    อีกนัยนึง อาจจะเรียกวิชาประวัติศาสตร์สมัยประถม มัธยม ว่าเป็นวิชาสร้างชาติ สร้างà¸ÿาพลักษณ์ของประเทศก็ได้ ประเด็นบางอย่างมันจะเขียนให้เป็นกลางมันก็เขียนลำบาก เพราะความเห็นมันหลากหลายนี่แหละเนอะ

    อ่านแล้วนึกถึงข้อพืพาทเรื่องตำราเรียนประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นที่รัฐบาลจีนกับเกาหลีกล่าวหาว่าบิดเบื้อนความจริง ในเนื้อหาช่วงสงครามโลกครั้งที่สองเลย

    ลองกลับไปอ่านที่เมนต์ใหม่ เห้ย เขียนตามอำเà¸ÿอใจอีกและ อ่านไม่รู้เรื่องและไม่มีประเด็น ๕๕๕

  2. น้องทัก พูดว่า:

    นั่นน่ะสิ…..ถ้าจะให้ทำตามกระบวนการ ทั้งการค้นหาข้อมูล การสรุปเหตุการณ์ และการวิเคราะห์บทบาทของข้อเท็จจริงเหล่านั้น
    แล้วยังต้องเรียนประวัติศาสตร์ตั้งแต่สุโขทัย โอ้…ไม่สิ ตั้งแต่ยุคหิน (เลยทีเดียว) จนมาถึงเหตุการณ์เดือน พ.ค.2535
    ไม่มีทางเรียนหมดแน่ๆ!!!

    ก็แล้วทำไมจะต้องเรียนให้หมดล่ะ???

    ผมเคยหาพื้นที่à¸ÿาคตัดกรวยหรือฟังก์ชั่นอะไรก็ตามนั่น….ตอนมัธยม
    ผมเชื่อว่า พี่การ์ด ซึ่งเรียนกฏหมาย และก็น่าจะเคยผ่านมันมา คงไม่ได้ใช้มันอีก เช่นเดียวกับผม ซึ่งเรียนทันตแพทย์

    ขณะเดียวกัน เรากลับไม่ได้วิธีวิทยา(methodology)การอ้างเหตุผล ของคณิตศาสตร์ หรือประวัติศาสตร์ ติดหัวมาเลย

    จึงมีการอ้างเหตุผลประมาณว่า”ญ๊ปุ่นก็ยังมีโรงไฟฟ้าถ่านหินจำนวนมาก ซึ่งดำเนินการได้ดี(ดังนั้น ชุมชนที่คัดค้านก็ควรหุบปากไปซะ เพื่อประโยชน์ของ”ประเทศไทย”)” อยู่เกลื่อนเมืองในขณะนี้

  3. mgaston พูดว่า:

    อะไรเนี่ยเยอะแยะไปหมด ขอเวลาว่างๆ ก่อนค่อยมาอ่านตอบนะ


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s