อจินไตย

การถามคำถามโดยทั่วไปย่อมเป็นพฤติกรรมที่บ่งชี้ถึงความใคร่รู้ สอบทาน เป็นพฤติกรรมที่นักปราชญ์พึงกระทำ แต่ปรากฎว่ามีคำถามอยู่ชุดหนึ่งที่พระพุทธเจ้ามองว่าไม่ควรคิด หากคิดไปแล้วจะเป็นส่วนหนึ่งของความบ้า เป็นคำถามที่เกี่ยวกับอจินไตย 4

หนึ่งในอจินไตย 4 คือโลกจินไตย ซึ่งเป็นคำถามว่าโลกเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ชีวิตเกิดขึ้นมาได้อย่างไร รวมถึงคำถามอื่นๆ ที่ว่าด้วยธรรมชาติอันเป็นพื้นฐานของเรื่องทางโลก

ความคิดนีขัดแย้งอย่างรุนแรงกับกลุ่มนักปรัชญาตะวันตกสมัยแรกๆ ที่พยายามถามคำถามทำนองเดีัยวกันอย่างเช่น พระเจ้่ามีจริงหรือไม่ ถ้าไม่มีจริงชีวิตจะกำเนิดขึ้นได้อย่างไร ชีวิตคืออะไร เหล่านี้เป็นคำถามที่ว่าด้วยธรรมชาติอันแท้จริงของสรรพสิ่ง อยู่ในแขนงวิชาอภิปรัชญา (metaphysics)

การที่พระพุทธเจ้าออกมาพร่ำสอนเรื่องอจินไตยย่อมมีนัยว่า อจินไตยนั้นแท้จริงก็ไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญหรือเป็นประโยชน์ต่อชีวิตของมนุษย์โดยตรง ต่างจากเรื่องทุกข์และการดับทุกข์ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตโดยตรง

ข้าพเจ้าจึงนึกขึ้นได้ว่ามีวิวัฒนาการทางความคิดเช่นนี้ในปรัชญาตะวันตกเช่นกัน กล่าวคือในยุคแรกๆ ปรัชญากลายเป็นการถามคำถามในเรื่องที่ดูเหมือนไกลตัว จับต้องไม่ได้ เป็นประเด็นที่ยิ่งใหญ่ แต่ปรัชญาตะวันตกยุคใหม่ก็ดูเหมือนจะถอยห่างจากเรื่องเหล่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Jean-Paul Sartre ที่เนักคิดคนสำคัญของแนวคิดอัตถิภาวะนิยมก็บอกอย่างชัดเจนว่า เวลาของมนุษย์มีน้อย ต้องใช้เวลานั้นไปคิดเรื่องที่สำคัญกับมนุษย์มากกว่า และสิ่งที่มีคุณค่าที่ว่าก็ไม่ใช่เรื่องพระเจ้าหรือจักรวาล หากแต่เป็นเรื่องของความไร้แก่นสารของความเป็นมนุษย์

ข้าพเจ้ายังมองเห็นวิธีคิดที่แตกต่างกันระหว่างค่าย 2 ค่ายข้างต้น นั่นคือหากเป็นฝั่งของอภิปรัชญา มักจะเริ่มเสาะหาความรุ้ด้วยวิธีวิเคราะห์จากพื้นฐาน นั่คือหากจะศึกษาเรื่องชีวิต ก็ต้องเริ่มจากการถามหาึคุณสมบัติตายตัวของชีวิต ว่ามีองค์ประกอบอย่างไรบ้าง แต่ในฝั่งของพระพุทธเจ้านั้นจะไม่เริ่มด้วยการถามว่าในชีวิตมีองค์ประกอบอะไำร หากแต่เริ่มเสาะหาความรู้จากสิ่งที่้เกิดขึ้นจริงในขณะนั้นกับสิ่งที่เรียกว่าชีวิต ซึ่งส่งผลให้ไปพบกับสิ่งที่เรียกว่าความทุกข์ โดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนการคิดที่ว่าชีวิตมีองค์ประกอบอะไรบ้าง และเมื่อจะศึกษาเรื่องความทุกข์เอง พระพุทธเจ้าก็ไม่ได้เริ่มจากการให้คำนิยามความทุกข์ที่ชัดเจน ในงานเขียนเชิงพระพุทธศาสนาหลายสำนักเองก็ดูมีความคลุมเครืออยู่มาก เพราะแม้แต่สิ่งที่อาจเข้าใจได้ว่าเป็นความสุข เช่น ความสุขรู้สึกดีที่ได้สวดมนต์ ความสุขรู้สึกดีที่ได้ทำบุญตักบาตร ท้ายที่สุดก็ยังอยู่ในขอบเขตของสิ่งที่เรียกว่าความทุกข์ได้ ถ้ายิ่งไปพิจารณาคำว่า ธรรม เอง ก็ยิ่งยากขึ้นไปอีก เพราะพระพุทธเจ้าไม่เคยให้คำนิยามว่า ธรรม มีิงค์ประกอบอะไร และในหลายสำนักเช่น ศาสนาเซน ก็ดูจะต่อต้านการให้คำนิยามของคำๆ นี้โดยผ่านการใช้ภาษาอย่างมากการจะเข้าใจสิ่งเหล่านี้จึงมีทางเดียวคือกระโจนเข้าไปหาจริงๆ และเสาะหาความรู้จากสิ่งที่ประสบพบเจอ

การหาความรู้แบบฝั่งอภิปรัชญาจึงน่าเป็น Analytical-based ในขณะที่การหาความรู้แบบ Satre ก็ดี แบบพุทธศาสนาก็ดี น่าจะเป็นผลมาจากวิธีเชิง Phenomenon-based


5 ความเห็น on “อจินไตย”

  1. น้ำ (Angkut) พูดว่า:

    > การหาความรู้แบบฝั่งอà¸ÿิปรัชญาจึงน่าเป็น Analytical-based ในขณะที่การหาความรู้แบบ Satre ก็ดี แบบพุทธศาสนาก็ดี น่าจะเป็นผลมาจากวิธีเชิง Phenomenon-based

    ผมก็เห็นว่าเป็นเช่นนั้นครับ

  2. ฟิวส์ พูดว่า:

    เห็นด้วยครับ

  3. กุย พูดว่า:

    เมื่อเราถูกยิง เราจะมั่วแต่เสาะหาว่าใคร?ยิง ลูกปืนทำด้วยอะไรฯอยู่หรือ?
    ทางที่ควร เราควรปฐมพยาบาลตัวเองก่อนไม่ใช่หรือ…..

  4. tu2friend พูดว่า:

    ความสุขรู้สึกดีที่ได้สวดมนต์ ความสุขรู้สึกดีที่ได้ทำบุญตักบาตร นั้นไม่ได้ให้เกิดทุกข์ แต่ทำให้เกิดความสุขทางใจ ความทุกข์นั้นมีหลายแบบ เช่นเดียวกับความสุข ดังนั้นหากการวิจารณ์นั้นออกไปในเชิงสร้างสรร โดยมีหลักฐานประกอบและยืนยัน สิ่งนั้นเรียกว่าวิจารณ์เพื่อก่อให้เกิดปัญญา หากการวิจารณ์นั้นไม่มีหลักฐาน ไม่มีเหตุและผล มีอคติแอบแฝง วิจารณ์ย่อมก่อให้เกิดปัญหาไม่ใช่ปัญญา

    ดังนั้นควรศึกษาดูก่อนอย่างแท้จริงและละเอียด ว่าพระพุทธเจ้าสอนเรื่องทุกข์ไว้ว่าอย่างรัย อะไรคือเหตุแห่งทุกข์
    ‘ความทุกข์’ จำแนกออกเป็น ๑๒ ประการ คือ
    (๑) ชาติปิ ทุกฺขา ความเกิด เป็นทุกข์
    (๒) ชราปิ ทุกฺขา ความแก่ เป็นทุกข์
    (๓) มรณมฺปิ ทุกฺขํ ความตาย เป็นทุกข์
    (๔) โสโกปิ ทุกฺโข ความโศก เป็นทุกข์
    (๕) ปริเทโวปิ ทุกฺโข ความคร่ำครวญ พิไรรำพันบ่นเพ้อ เป็นทุกข์
    (๖) ทุกฺขํ ปิ ทุกฺขํ ความไม่สบายกาย เป็นทุกข์
    (๗) โทมนสฺสมฺปิ ทุกฺขํ ความเสียใจ เป็นทุกข์
    (๘) อุปายาสาปิ ทุกฺขา ความคับแค้นใจ เป็นทุกข์
    (๙) อปฺปิเยหิ สมฺปโยโค ทุกฺโข การต้องประสบสิ่งที่ไม่เป็นที่รัก เป็นทุกข์
    (๑๐) ปิเยหิ วิปฺปโยโค ทุกฺโข การพลัดพรากจากสิ่งที่เป็นที่รัก เป็นทุกข์
    (๑๑) ยมฺปิจฺฉํ น ลภติ ตมฺปิ ทุกฺขํ ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้น ก็เป็นทุกข์
    (๑๒) สงฺขิตฺเตน ปญฺจปาทานกฺขนฺธา ทุกฺขา
    ว่าโดยย่อ อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ (คือ กายกับใจ เป็นทุกข์)

    งานเขียนในหลายสำนักส่วนมากใช้การอ้างอิงจากนักเขียนอีกทอดหนึ่ง หากแต่การศึกษาจากบาลี และอรรถกถาจารย์อย่างแท้จริงจะสามารถให้คำตอบของคำว่าทุกได้ ท่านสามารถศึกษาได้พระไตรปิฎกของฝ่ายเถระวาท
    ธรรมนั้นมีองค์ประกอบอะไรบ้างนั้น: มีองค์ประกอบหลายอย่าง และหลายๆอย่างรวมกันเรียกว่าธรรมครับ ดังเช่นพระวินัยปิฎก เล่ม ๒ มหาวิภังค์ ทุติภาค – ธรรมคืออธิกรณสมถะ

    ธรรมคืออธิกรณสมถะ
    [๘๘๐] ท่านทั้งหลาย ก็ธรรมเป็นเครื่องระงับอธิกรณ์ ๗ ประการเหล่านี้แล มาสู่อุเทศ.
    คือ พึงให้ระเบียบอันพึงทำในที่พร้อมหน้า ๑ พึงให้ระเบียบที่ยกสติขึ้นเป็นหลัก ๑
    พึงให้ระเบียบที่ให้แก่ภิกษุผู้หายเป็นบ้าแล้ว ๑ ทำตามสารภาพ ๑ วินิจฉัยอาศัยความเห็นข้าง
    มาก ๑ กิริยาที่ลงโทษแก่ผู้ผิด ๑ ระเบียบดังกลบไว้ด้วยหญ้า ๑ เพื่อสงบระงับอธิกรณ์ที่เกิด
    ขึ้นๆ แล้ว.

  5. mgaston พูดว่า:

    @tu2friend ขอโทษด้วยครับที่ไม่ได้สำรวจเรื่องเหตุแห่งทุกข์ 12 ประการก่อน

    ช่วงที่ผมอ้างตัวอย่าง (ซึ่งผิด) เหล่านั้น ตั้งใจจะนำเสนอว่า พระพุทธเจ้าไม่ได้เริ่มศึกษาทุกข์จากการให้คำนิยามเกี่ยวกับคุณสมบัติของความทุกข์ ซึ่งแตกต่างจากนักปรัชญาสาย Analytical ตะวันตกที่หากจะเริ่มศึกษาอะไร จะเริ่มศึกษาที่เนื้อคุณสมบัติของปรากฎการณ์นั้นก่อน

    ซึ่งเหตุแห่งทุกข์ 12 อย่างเอง ก็น่าจะสนับสนุนข้ออ้างของผม เพราะคำสอนในเรื่องนั้นพูดแต่เฉพาะ เหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ แต่ไม่ได้พูดว่า ตัวทุกข์เองมีรูปร่าง คุณลักษณะ ขอบเขต อย่างไร

    ถ้ามีอะไรผิดเพี้ยนอีก แนะนำเพิ่มเติมได้ครับ ขอบคุณมากครับ🙂


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s