Sitcom 101: องค์ประกอบพื้นฐานของละครซิดคอม

หมายเหตุ: ต้องขออภัย หากพบว่าข้าพเจ้าทิ้งการดูแลบลอกนี้เนิ่นนานไป เนื่องจากช่วงนี้มีงานพิเศษมากมายที่ต้องสะสางจนทำให้เหลือเวลาสำหรับการหาแรงบันดาลใจทางความคิดน้อยลง แต่บัดนี้ ข้าพเจ้าพบว่างานเหล่านี้เบาบางลงจนทำให้สามารถมีเวลานั่งคิดอะไรเรื่อยเปื่อยได้อีกครั้ง และจะพยายามสร้างภาวะปรกติให้กลับคืนสู่บลอกแห่งนี้โดยเร็วที่สุด

การชมละครซิดคอมเป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่ครอบครัวของข้าพเจ้าพลาดไม่ได้เป็นอันขาด ต่อให้ต้องอยู่ดึกดื่นวันพฤหัสเพื่อดู “เป็นต่อ” หรือจับเจ่าอยู่บ้านวันอาทิตย์ตอนเย็นเพื่อดู “นัดกับนัด” และ “บ้านนี้มีรัก” จากประสบการณ์ในการดูโดยบังเอิญ หรือจำใจดู ทำให้ข้าพเจ้าพบลักษณะประการสำคัญของละครซิดคอมสามประการคือ

1. มี effect เสียงหัวเราะประกอบมุกทุกเม็ด

ไม่มีอะไรที่น่ารู้สึกอับอายได้มากเทียบเท่ากับการเล่นมุกที่ไม่ตามมาด้วยเสียงขบขัน แต่ละครซิดคอมเหล่านี้ไม่อยากสุ่มเสี่ยงกับความอับอายเช่นว่าแม้แต่น้อย สิ่งที่เขาทำกันคือใส่เสียงหัวเราะเข้าไปเอง โดยไม่ต้องดูว่ามุกนั้นมันตลกน่าขำขนาดนั้นหรือไม่ ประโยชน์ของการทำเช่นนี้มีสองประการคือ ประกันว่าจะมีเสียงหัวเราะแน่นอน และเป็นการบ่งชี้ว่าคนดูควรหัวเราะในช่วงเวลาไหน ไม่ต้องหันไปปรึกษาคนข้างๆ ว่าควรหัวเราะในฉากนั้นๆ หรือไม่ ความสำคัญของเสียงหัวเราะปรากฎชัดตอนที่ข้าพเจ้าเช่าวิดีโอซีรี่ย์เรื่อง Friends มาดูเมื่อตอนอยู่ม.3 วิดีโอนั้นเป็นพากย์ไทย และตัดเสียงหัวเราะออกไป เป็นผลให้วิดีโอนั้นไม่ตลกเลยสำหรับข้าพเจ้า ผิดจากวิดีโอม้วนอื่นที่เป็นเสียงดั้งเดิมมีเสียงหัวเราะประกอบที่ดูสนุกสนานชวนหัวกว่าหลายล้านเท่า

น่าสงสัยว่าทำไมละครซิดคอมจึงต้องการเสียงตลกประกอบ ในขณะที่ละครก็ดี ภาพยนตร์ก็ดีไม่ต้องการเสียงตลกนั้น ข้าพเจ้าวิเคราะห์ว่าละครโดยหลักแล้วจะนำเสนออารมณ์ดราม่า บีบคั้นความแค้น บีบน้ำตา หรือกระตุ้นให้หลงเข้าไปในโลกแห่งความโรแมนติกหวานเยิ้ม เสียงหัวเราะจึงไม่เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ และถ้าหากเป็นฉากตลกก็จะใช้ดนตรีที่จั๊กจี้หูมาช่วยเสริม ส่วนในภาพยนตร์นั้น ข้าพเจ้าคิดว่าการใส่เสียงหัวเราะไปไม่เหมาะสมเพราะจะทำให้ขาดความสมจริง และจะทำให้สไตล์การเล่าเรื่องไม่น่าเชื่อถือ ซึ่งจะพบว่าแม้แต่เสียงดนตรีวิ้ดวัดชวนตลกแบบในละครน้ำเน่าก็ไม่เคยปรากฎในหนังของหม่ำ เท่ง โหน่งเลย แต่ก็จะทดแทนด้วยการนำเสนอเรื่องที่ตลกเป็นอย่างมาก เกินไปกว่าในละครโทรทัศน์ ซึ่งจะทำให้เกิดเสียงหัวเราะจริงๆ ในโรงหนัง ซึ่งก็จะเหมือนบังคับอยู่ในทีว่าต้องหัวเราะตามแม้ว่าจะรู้สึกบัดซบก็ตาม

การใส่เสียงหัวเราะในละครซิดคอมจึงเป็นการบังคับให้คนดูหัวเราะมุกที่เขากำลังนำเสนอ โดยไม่สนใจในความละเอียดอ่อนของอารมณ์ในมิติอื่นๆ หรือกล่าวอีกนัยยหนึ่งคือ การหัวเราะเป็นจุดมุ่งหมายสุดท้ายของละครซิดคอม การทำให้คนดูหัวเราะไม่ว่าจะโดยวิธีใดๆ จึงย่อมเป็นการชอบธรรม ซึ่งจะพบว่าตรรกะนี้ใช้ได้กับรายการ “ก่อนบ่ายคลายเครียด” ที่แทรกเสียงตลกหัวไปทับกับเสียงดนตรี แว้ดๆ แป่วแว่ว ทำให้น่าชวนหัวเพิ่มขึ้น

2. มีปมปัญหา 2 ประเด็นในหนึ่งตอน

ไม่แน่ใจว่าเป็นความตั้งใจ หรือบังเอิญที่แต่ละตอนของซิดคอมจะประกอบไปด้วยปัญหาสองอย่าง โดยที่จะมีปัญหาหนึ่งเป็นปัญหาหลัก และอีกปัญหาหนึ่งเป็นปัญหารองที่ซับซ้อนน้อยกว่าปัญหาหลัก ซึ่งทั้งสองปัญหานี้จะถูกคลี่คลายในตอนจบของเรื่อง ตัวอย่างเช่น ละครเป็นต่อตอนล่าสุด โครงเรื่องฝั่งหนึ่งคือส่วนที่น้องสาวของเป็นต่อนั่งรถกับแฟนตัวเอง แต่รถเสียกลางทางจึงต้องมาพักโรงแรมที่มีพนักงานสยองในห้องเดียวกัน และต้องเผชิญกับปัญหาเกี่ยวกับความใคร่ปรารถนาและจารีตประเพณี ในขณะที่โครงเรื่องอีกฝั่งเป็นกรณีที่เป็นต่อต้องการพากิ๊กของตัวเองมาดูแลสองต่อสองที่อพาร์ตเม้นท์ของตนเอง แต่ต้องเจอปัญหาว่าเพื่อนร่วมงานเข้ามารบกวนโดยต้องการจะจัดปาร์ตี้

การสร้างปมปัญหาสองส่วนแยกออกจากกันแบบนี้มีข้อดีคือ ไม่ทำให้ละครในตอนนั้นมีความต่อเนื่องในทางอารมณ์มากเกินไป ทำให้ละครลดความจริงจังขึงขังลง ซึ่งจะเป็นผลให้ละครซิดคอมยังคงรักษาความชวนหัวของตัวเองได้ในระดับหนึ่ง เช่น ในขณะที่ละครกำลังแก้ปมปัญหาเกี่ยวกับชู้สาว เมื่อสถานการณ์ถึงจุดเกือบจะสุกงอม ก็สลับไปดูอีกประเด็นปัญหานึงที่จริงจังน้อยกว่าอย่าง ติดอยู่ในห้องน้ำ, เล่นครอสเวิร์ดไม่ได้, พบกับคนบ้า เป็นต้น

3. คนรวยมากๆ จะไม่ได้เป็นตัวหลักในการดำเนินเรื่อง

ประเด็นนี้ทำให้ซิดคอมแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับละครหลังข่าว ตัวละครในซิดคอมส่วนใหญ่เป็นคนทำงานออฟฟิศ หรือไม่ก็เป็นคน “พอมีสตางค์” อยู่บ้านขนาดกลางๆ ย่อมๆ หรือถ้าเป็นกรณีของละครเรื่อง “มหาชนชาวแฟลต” โครงเรื่องก็จะมีประชาชนที่อาศัยอยู่ในแฟลต หรือขายของในแฟลตเป็นตัวชูโรง แต่จะไม่มีตัวละครซิดคอมที่รวยมากๆ หรือแม้แต่ฉากคฤหาสน์ก็ไม่เคยปรากฎในละครซิดคอม

สาเหตุที่ต้องทำเช่นนี้ ข้าพเจ้าคิดว่าเป็นเพราะอารมณ์ตลกนั้น จะเกิดได้ดีเมื่ออยู่ในสภาวะแวดล้อมที่คุ้นเคย เรื่องตลกมักจะเกิดในบ้านตัวเอง โรงเรียน หรือในออฟฟิศ มากกว่าจะเกิดในปราสาท คฤหาสน์ในจินตนาการที่ไหนๆ ข้อพิสูจน์นี้สังเกตได้จากวิธีการเล่นมุกที่นิยมในเมืองไทย ที่พยายามจะเอาสิ่งคุ้นเคยมาปรับดัดแปลง มากกว่าจะจินตนาการของแปลกๆ แล้วเอามาพูด เช่น การมาแกล้งร้องเพลงฮิตแบบสำเนียงเพี้ยนๆ แปลงเนื้อเพลงให้พิลึก ย่อมตลกกว่าแต่งเพลงเนื้อหาชวนหัวใหม่ทั้งหมดชนิดที่ไม่มีใครรู้จัก

อนึ่ง ข้าพเจ้าไม่ได้ชื่นชอบละครซิดคอมเพราะน่าเบื่อ


One Comment on “Sitcom 101: องค์ประกอบพื้นฐานของละครซิดคอม”

  1. pikachan พูดว่า:

    บ้านเราดูนัดกับนัด และบ้านนี้มีรัก เพราะว่าวันอาทิตย์ตอนเย็นไม่มีอะไรให้ดู


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s