หนึ่งร้อยปี (ที่ไม่ผ่านไป) แห่งความแปลกแยก

ก่อนหน้านี้ไม่นาน ครั้งสุดท้ายที่ข้าพเจ้าถูลู่ถูกังอ่านนวนิยายเป็นภาษาอังกฤษจนจบนั้น เป็นเวลานานเท่าใดก็ไม่อาจนับได้ แต่เมื่อไม่กี่ชั่วโมงมานี้ ในที่สุดข้าพเจ้าก็มีโอกาสเริ่มนับเวลาครั้งสุดท้ายที่อ่านนวนิยายภาษาอังกฤษจนจบไใหม่อีกครั้ง นวนิยายเล่มนั้นคือ 100 Years of Solitude ของนักเขียนรางวัลโนเบล Gabriel García Márquez

นวนิยาย 400 กว่าหน้าเล่มนี้ประจุไปด้วยเรื่องราวอันแปลกแยกของในสาแหรกตระกูลบูเอนดิย่า อันเริ่มจากการแต่งงานระหว่างญาติอันผิดประเพณีของโฮเซ่ อาร์คาร์ดิโอ้ บูเอนดิย่ากับเออร์ซูล่า ที่ตามมาด้วยการย้ายถิ่นฐานไปสร้างเมืองใหม่ชื่อว่ามาคอนโดท่ามกลางที่ลุ่มหนอง ชะตากรรมของเมืองคลี่คลายไปพร้อมๆ กับคนในตระกูล ตั้งแต่การแวะมาเยี่ยมเยียนโดยกลุ่มยิปซีที่หอบเอาเทคโนโลยีล้ำสมัยจากแดนไกลมาล่อตาล่อใจให้คนในตระกูลบูเอนดิย่าเก็บไปศึกษา, การแพร่ระบาดของโรคนอนไม่หลับที่ทำให้ผู้คนต้องแปะป้ายบนสิ่งของต่างๆ กันลืมชื่อเรียก, สงครามระหว่างฝ่ายอนุรักษนิยมและเสรีนิยมที่คนในตระกูลเป็นหัวหอกสำคัญในการสู้รบ, ความเจริญรุ่งเรืองของเมืองที่มาพร้อมกับการลงทุนสวนกล้วยของชาวอเมริกาจนถึงการล่มสลายของตระกูลบูเอนดิย่า ที่เกิดขึ้นพร้อมกับความวินาศของเมืองมาคอนโด

สิ่งแรกที่ทำให้ข้าพเจ้าสัมผัสถึงความแปลกแยกในกลวิธีเล่าเรื่องในนวนิยายนี้ คือการลำดับเวลาของเรื่องราวที่ไม่เป็นไปแบบเส้นตรง เหตุการณ์ที่อยู่หน้าถัดไป อาจเกิดก่อนเหตุการณ์ที่อยู่ในสามสี่หน้าก่อนก็เป็นได้ แม้ว่าเทคนิกดังกล่าวจะทรงประสิทธิภาพต่อการสื่อถึงกระแสของเวลาที่มิได้เดินไปข้างหน้าในอัตราความเร็วเดียวหากแต่บ้างก็ช้าลง เร็วขึ้น หรือไม่ก็ไหลวนย้อนไป แต่สำหรับคนไทยที่กำลังอ่านภาษาอังกฤษอยู่นั้น มันสร้างความลำบากในการเข้าใจเรื่องราวมากยิ่ง

แต่เวลาในเรื่อง มันก็คงไม่สำคัญอะไรนัก เพราะท้ายที่สุด บุตรธิดารุ่นแล้วรุ่นเล่าของตระกูลบูเอนดิย่าก็มีลักษณะ, นิสัยเหมือนๆ กับเหล่าญาติๆ ของตัวเองไม่คนใดก็คนหนึ่ง ราวกับชีวิตของผู้วายชมน์ในตระกูลนี้ท้ายที่สุดก็ถูกยืดออกไปด้วยเหล่าผู้สืบทอดตระกูล นอกจากลักษณะและนิสัยที่เหมือนกัน ชื่อของเหล่าบูเอนดิย่าแต่ละคนก็ยังซ้ำๆ กันอีกด้วย เช่น นาม “ออเรริอาโน่” ที่หากเอาไปตั้งชื่อใครในตระกูล คนๆ นั้นก็ต้องถูกสาปให้หมกหมุ่นอยู่กับการอ่านคัมภีร์จารึกลึกลับโบราณของชาวอินเดีย หมกหมุ่นกับงานหลอมเหล็กหลอมทองในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ประจำบ้าน

เวลาสำหรับนวนิยายนี้ ยังไม่สำคัญด้วยเหตุที่ว่า มันไม่ทำให้ตัวละครเปลี่ยนแปลงจากการเรียนรู้ประสบการณ์ความผิดพลาดในอดีต เวลาผ่านไปโดยทุกอย่างยังย่ำอยู่กับที่ เทคโนโลยีที่เหล่ายิปซีมาแสดงเมื่อ 100 ปีก่อนกับ 100 ปีให้หลัง ก็ยังเหมือนเดิมทุกประการ ความผิดพลาดของการร่วมเพศระหว่างคนในสายเลือดที่มักจะทำให้เกิดลูกนิสัยเดนนรก ก็ไม่มีใครในตระกูลเหลียวแลสนใจ และพยายามจะฝ่าฝืนธรรมเนียมนั้นครั้งแล้วครั้งเล่า ภาพของเมืองมาคอนโดเมื่อเริ่มแรกก่อตั้ง แม้จะผ่านยุคของความเจริญรุ่งเรืองทางธุรกิจ แต่ ณ จุดจบก็กลับกลายเป็นเมืองกลางป่าที่ร้างผู้คนเช่นเดิม

นอกจากนี้ สิ่งที่ตัวนวนิยายสามารถทำให้คนอ่านรู้สึกได้จริงๆ นั่นคือความรู้สึกนึกหวนอดีต หากเราเริ่มอ่านนวนิยายเรื่องนี้จากหน้าแรก และรู้สึกประทับใจกับความคึกคักมีชีวิตชีวาของเมืองมาคอนโดเมื่อเริ่มก่อตั้ง สีสันของวีรกรรมของเหล่าคนในครอบครัวในยุคที่เมืองตกอยู่ในภาวะสงคราม รู้สึกผูกพันกับตัวละครต่างๆ แล้ว พอเราอ่านไปจนถึงเกือบหน้าสุดท้าย ตัวละครที่สร้างสีสันเหล่านี้ก็ล้มหายตายไปทีละคน บ้างก็ย้ายออกไปจากเมือง จนท้ายที่สุดก็เหลือไว้แต่ความอ้างว้างของเมือง และความเสื่อมโทรมของบ้านบูเอนดิย่าที่ผู้สืบตระกูลสองคนสุดท้ายที่เหลืออยู่นั้น ไม่สนใจจะปัดกวาดดูแล เพราะวันๆ ก็เอาแต่พรอดรักกันโดยไม่มีใครรู้ว่าเป็นน้าหลานกัน เราอยากให้ความมีสีสันและชีวิตชีวากลับมาอีก อยากให้ตัวละครเก่าๆ ที่เราคุ้นเคยกลับมาอีก แต่มันเป็นไปไม่ได้เพราะไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้าอยู่แล้ว ในบ้านในเมืองย่อมมีคนหน้าใหม่เข้ามา หน้าเก่าออกไป ผลัดกันไปตลอดเวลา

แต่เหนืออื่นใด สิ่งที่สามารถรู้สึกได้จากการเสพนวนิยายเรื่องนี้คือความโดดเดี่ยวที่ยากจะเยียวยาของคนในตระกูลบูเอนดิย่า ความกลัวต่อภาระที่จะมาพร้อมกับความรัก ความใคร่ที่จะมีต่อเฉพาะคนในวงศ์ตระกูล ทำให้เผ่าพันธ์ุนี้ถูกสาปให้อยู่อย่างอ้างว้างและแปลกแยก แม้จะมีสมาชิกในตระกูลที่สร้างชื่อเสียง วีรกรรมความกล้าหาญที่โด่งดังไปทั่วคุ้งแคว แต่ชื่อเสียง เงินทองก็จากไปพร้อมกับกาลเวลา พร้อมกับมิตรภาพชั่วครั้งชั่วคราว วงศ์ตระกูลที่เป็นจุดเริ่มต้นของหลายสิ่งหลายอย่างในหน้าประวัติศาสตร์นี้ จบลงอย่างอ้างว้างไร้ประจักษ์พยานในบ้านที่ปิดตาย เป็นจุดจบที่โหดร้ายที่สุดเท่าที่ข้าพเจ้าเคยประสบพบเจอในโลกวรรณกรรม

นอกจากนี้ สิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำให้ข้าพเจ้าชอบ 100 Years of Solitude นั่นคือการผสมผสานความจริงและเรื่องที่ไม่น่าจะจริงได้อย่างเนียนสนิทผ่านรูปแบบการเขียนที่เรียกว่าสัจจนิยมมหัศจรรยฺ์ เช่น การปรากฎตัวของผีที่ไม่ทำให้ใครตกใจ หากแต่ทำให้เกิดความรำคาญ เพราะผีคนตายชอบส่งเสียงดังจนทำให้คนเป็นนอนไม่หลับ หรือเหตุการณ์ฝนตก 4 ปี 11 เดือน 2 วัน ที่ทำให้อากาศชื้นจนปลาว่ายเข้ามาในบ้าน แล้วว่ายออกไปทางหน้าต่างได้ เป็นต้น ประเด็นนี้น่าจะเป็นตัวประกายเชื้อเพลิงสำคัญในการอภิปรายเกี่ยวกับโพสต์โมเดิร์นิสม์กับวรรณกรรม

จากการอ่านผลงานที่อัดแน่นด้วยอารมณ์ และประเด็นเชิงวิชาการเล่มนี้ ทำให้ข้าพเจ้าไม่แปลกใจว่านี่คือผลจากการเก็บตัวนาน 11 เดือนของ Marquez ผู้ยอมขายรถทิ้งเลี้ยงครอบครัวในช่วงที่ขาดรายได้จากการเก็บตัว เพียงเพื่อให้ได้หนังสือที่สนุกสนานและสมบูรณ์เล่มนี้

ตอนนี้เวลาตีสี่แล้ว แต่เวลาก็คงไม่สำคัญสำหรับข้าพเจ้าในตอนนี้ เพราะพรุ่งนี้เป็นวันว่างของข้าพเจ้าอยู่ดี😛



ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s