อายุของผู้ตาย

ข้าพเจ้าเพิ่งสังเกตวัฒนธรรมไทยของการพูดคนถึงคนตายได้อย่างหนึ่งเมื่อช่วงสองสามสัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อมีคู่สนทนาฝ่ายหนึ่งอ้างว่าคนที่รู้จักตาย อีกฝ่ายหนึ่งก็จะเริ่มด้วยคำถามสารพัดสารเพเช่น ตายยังไง เขาคือใคร แต่ในบรรดาคำถามเหล่านี้ คำถามที่พลาดไม่ได้คือ ผู้ตายอายุเท่าไหร่

คำถามนี้ไม่ธรรมดาเพราะโดยปรกติแล้วเมื่อผู้ถึงคนตาย สิ่งที่ต้องพูดคือประเด็นที่แวดล้อมเรื่องการตายนั้นอย่าง สถานที่เกิดเหตุ ลักษณะการตาย ตัวตนของผู้ตาย ส่วนการถามอายุนั้นน่าจะอยู่ในบริบทที่คนนั้นกำลังมีชีวิตอยู่ หรือในบริบทของโฆษณาครีมบำรุงหน้า หรือถ้ามีคนแย้งว่าอายุก็เป็นเรื่องแวดล้อมอย่้างหนึ่งของผู้ตาย เหมือนกับตารางข้อมูลส่วนบุคคลที่ไหนก็มีช่องให้ใส่อายุ วันเกิดทั้งนั้น แต่นั่นก็ไม่ตอบข้อสงสัยที่ว่าทำไมคำถามเรื่องอายุต้องปรากฎขึ้นทุกครั้ง ทำไมไม่ถามเรื่องอื่นอย่างบิดา มารดา ที่อยู่ ศาสนา สัญชาติ นิสัย งานอดิเรก ฯลฯ

ลืมพูดไปอย่างหนึ่งว่าคำถามเรื่องอายุนั้นจะปรากฎ เมื่อผู้ตายใกล้ชิดกับคู่สนทนาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเท่านั้น เช่น แม่ของผู้เล่าเรื่อง แฟนของผู้เล่าเรื่อง เป็นต้น

สาเหตุแรกๆ ที่ข้าพเจ้าคิดได้คือ ผู้ถามอาจจะใช้เก็บข้อมูลเพื่อเฉลี่ยหาอายุสูงสุดของตัวเอง เพื่อวางแผนชีวิตก็เป็นได้ เพราะการถามจากผู้ใกล้ชิดย่อมมีความน่าเชื่อถือกว่าตามหลักสถิติ ยิ่งได้ตัวอย่าง sample มากๆ ข้อมูลก็ยิ่งชัดเจนขึ้น การทราบอายุสูงสุดของตัวเองค่อนข้างเป็นเรื่องสำคัญ เพราะปัจจุบันมนุษย์มีกิจกรรมให้ทำมากกว่าเวลาที่มี เมื่อ 10 ปีก่อนที่คอมพิวเตอร์ยังไม่มาปรากฎกลางบ้านเรือน กิจกรรมที่ทำได้ในบ้านก็มีไม่มากนักนอกจากนอน อ่านหนังสือ เอาอิฐเอาไม้ข้างบ้านมาเรียงๆ ให้กลายเป็นฉากมาริโอ้ที่มีเหว มีลาดระดับสูงต่ำ ตอนเย็นก็กินข้าวแล้วนอน สำหรับใครที่อยากจริงจังกับชีวิตมากกว่านี้ก็ทำอะไรไม่ได้มากนอนจากอ่านหนังสือไที่มีไม่กี่เล่ม หนื่อยก็นอน แต่ปัจจุบันเรามีกิจกรรมหลากหลายตั้งแต่เชคเมล (2 นาที) เชคความนิยมใน facebook พร้อมอัพเดตสถานการณ์ (30 นาที) เขียนบลอก (1 ชั่วโมง) อ่านข่าวจากเวบหนังสือพิมพ์ต่างประเทศ (1.30 ชั่วโมง) ดูหนังจาก torrent (1-2 ชั่วโมง) และใครต้องการจะจริงจังกับชีวิตก็มีทรัพยากรให้จริงจังมากขึ้น นับตั้งแต่ โหลด course จาก MIT แล้วมาศึกษา โหลด textbook หายาก ฯลฯ ถ้าใครไม่จัดการลดกิจกรรม บริหารเวลาให้ดี คนมีหวังแก่ตายกลางกองข้อมูลมหึมาแน่นอน ดังนั้น การถามอายุก็น่าจะเป็นเรื่องการวางแผน

การถามอายุยังน่าจะมีบทบาทสำหรับกำหนดระดับความน่าสงสารของสถานการณ์ เพราะหากผู้ตายอายุยิ่งน้อย การตอบโต้ต่อข่าวต้องทำให้มีอารมณ์รุนแรงชัดเจน แต่ถ้าผู้ตายอายุมากแล้ว การตอบโต้ต่อข่าวต้องทำในลักษณะสบายใจไปดีแล้ว โชคดีแล้ว ตรรกะนี้น่าจะมาจากความคิดที่ว่าไม่มีมนุษย์คนใดที่เกิดมาอย่างไม่มีจุดมุ่งหมาย ทุกคนล้วนต้องมีอะไรทำสักอย่าง และต้องทำให้สำเร็จเสร็จสิ้นสมบูรณ์ก่อนตาย การตายตั้งแต่อายุยังน้อยโดยไม่มีโอกาสได้ทำอะไรดีๆ สักอย่างสองอย่างในชีวิตย่อมเป็นเรื่องน่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นข้าพเจ้าจึงเห็นว่าไม่ใช่เรื่องสองมาตรฐานหรือเสแสร้งที่คนส่วนใหญาต้องแสดงอาการตกใจเป็นพิเศษเฉพาะที่รู้ว่าคนตายอายุน้อย

การให้ความสนใจในเรื่องอายุของผู้ตายยังบ่งบอกว่าชีวิตสำหรับคนส่วนใหญ่แล้วไม่ได้สำคัญที่จุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุด หากแต่อยุ่ที่ช่วงเวลาที่เกิดขึ้นระหว่างนั้น ความคิดนี้สามารถโต้แย้ง pessimist ที่มองชีวิตว่าเป็นของเดี๋ยวมาเดี๋ยวไป เกิดมาเดี๋ยววันหนึ่งก็ตาย ได้เป็ยอย่างดี

คำถามเรื่องอายุยังเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของการพูดคุยเกี่ยวกับคนตาย เพราะเป็นโอกาสไม่กี่โอกาสที่เชิญชวนให้เราพูดถึงเรื่องที่เราไม่เคยพูดถึงเลยตั้งแต่ผู้ตายยังมีหน่วยนับอายุเป็น “ขวบ” การสนทนาบางอันยังไปไกลถึงการบวกลบอายุคู่สมรสของผู้ตาย ค้นหาปีพ.ศ. วันเกิดตามทะเบียน กับวันเกิดจริงๆ อีกด้วย ซึ่งก็เปิดโอกาสสำหรับการใช้ทักษะการคำนวนที่ล้ำค่า

หากสนทนาเกี่ยวกับคนตายครั้งหน้า แล้วต้องการยกระดับการสนทนา ก็ไม่ควรพลาดการชิ่งถามว่า “อายุเท่าไหร่” ก่อนทุกครั้ง



ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s