Anti-academic #1: กางเกงในบ๊อกเซอร์: การวิเคราะห์โดยปรับปรนกับทฤษฎีรื้อสร้าง (Deconstruction)

โครงสร้างพื้นที่ส่วนตัว-พื้นที่สาธารณะ เป็นระบบโครงสร้างการสื่อความของรูปสัญญะการแต่งกายอย่างหนึ่ง อธิบายได้ว่า เครื่องแต่งกายมนุษย์ย่อมมีส่วนที่อยู่ในพื้นที่สาธารณะ (ถูกจ้องมองได้ และอยากให้จ้องมอง) และพื้นที่ส่วนตัว (ถูกจ้องมองไม่ได้) ปัจจัยที่ใช้แบ่งเครื่องแต่งกายแต่ละชิ้นเข้าสู่โครงสร้างนั้นค่อนข้างคลุมเครือ เพราะในขณะที่เราบ่งชี้ว่ากางเกงในเป็นอาณาเขตส่วนตัว เพราะมีความใกล้ชิดกับผิวหนังมากที่สุด แต่ในขณะเดียวกันเสื้อซึ่งมีความใกล้ชิดกับผิวหนังเหมือนกัน (กรณีไม่ใส่เสื้อข้างในอีกชั้นหนึ่ง) กลับไม่ถือว่าเป็นส่วนที่อยู่ในพื้นที่ส่วนตัว ความคลุมเครือนี้เองที่เป็นจุดที่กลุ่มนักคิดหลังโครงสร้างนิยม ใช้เป็นฐานในการรื้อสร้างระบบความหมายส่วนตัว/สาธารณะดังกล่าว

สิ่งที่กลุ่มนักคิดหลังโครงสร้างนิยม หรือรื้อสร้างตามแนวคิดของ Derrida นั่นคือการหยิบยก “บ๊อกเซอร์” มาเป็นประเด็น โดยอธิบายว่า “บ๊อกเซอร์” เป็นเครื่องแต่งกายที่สามารถอยู่ได้ทั้งในพื้นที่สาธารณะและพื้นที่ส่วนตัวได้ในเวลาเดียวกัน โดยยกตัวอย่างของรูปแบบการแต่งกายสมัยใหม่ที่มักใส่กางเกงต่ำกว่าเอว ทำให้บอกเซอร์เผยขึ้นมาประมาณ 1 คืบ ซึ่งนักวิชาการชี้ว่าเป็นรูปสัญญาที่แสดงความหมายได้น่าสนใจ เพราะนัยหนึ่งนั้นการสวมใส่กางเกงยีนส์เอวต่ำทับ ย่อมเป็นการบ่งบอกว่าผู้ใส่ย่อมไม่ต้องการให้เห็นสิ่งที่ถูกทับ แต่ในขณะเดียวกัน การเปิดเผยขอบเอวกางเกงบ๊อกเซอร์ขึ้นมา 1 คืบ ซึ่งแม้จะเห็นไม่ชัด แต่สีที่ฉูดฉาดก็ช่วยเสริมทำให้สะดุดตา จึงบ่งบอกถึงความหมายอีกแง่คือ ผู้ใส่ต้องการให้เห็นบอกเซอร์ที่ถูกกางเกงทับอยู่ การสื่อความหมายของระบบการใส่กางเกงลักษณะนี้จึงมีความลักลั่น เลื่อนไหล เป็นอย่างมาก เพราะผู้ใส่ต้องการให้ “เห็น” และ “ไม่เห็น” บ๊อกเซอร์ตัวเองในเวลาเดียวกัน หรืออีกนัยหนึ่งคือ ต้องการให้บอกเซอร์เป็นสิ่งที่อยู่ในพื้นที่สาธารณะ พร้อมๆ ไปกับการอยู่ในพื้นที่ส่วนตัว

นอกจากนี้นักวิชาการยังสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากผู้ใส่กางเกงแบบนี้ ว่ามีเจตนารมย์อย่างไร ซึ่งได้ความคิดเห็นที่น่าสนใจดังต่อไปนี้

– มึงยุ่งอะไรกับกูวะ สัตว์

ไม่เปิดเผยนาม, สถานที่: ร้านนั่งจริง

ในตัวอย่างนี้ ผู้ถูกสอบถามพิจารณาว่าเจตนารมย์การสื่อความหมายผ่านการแต่งกายเป็นเรื่องส่วนตัว จึงน่าจะตอกย้ำว่าผู้ใส่ท่านนี้เข้าใจว่าบ๊อกเซอร์เป็นรูปสัญญะอันอยู่ในอาณาเขตส่วนตัว มากกว่าเรื่องสาธารณะ แต่อันที่จริงการตีความเช่นนี้อาจจะดูเรียบง่าย และไม่สะท้อนความซับซ้อนทางเจตนารมย์การสื่อความหมายได้ เพราะคำว่า “ยุ่ง” นั้นแสดงนัยยะพิเศษว่าเรื่องดังกล่าวอาจถูกเปิดเผยได้ในบางกรณี อย่างในบริบทที่ว่า “หนูๆ อย่ายุ่งเรื่องของผู้ใหญ่นะจ้ะ” เช่นนี้ บ่งชี้ว่าถ้าเป็นเด็กจะเข้าไปรับทราบข้อมูลส่วนนั้นมิได้ แต่หากเป็นผู้ใหญ่ก็สามารถทราบได้ หรือที่ว่า “อย่ามายุ่งได้หรือไม่ครับ ตอนนี้ผมกำลังทำงานอยู่” ย่อมแสดงว่าถ้าไม่ทำงานแล้วก็ยุ่งได้ คำว่า อย่ายุ่ง ในที่นี้จึงน่าจะแสดงว่า แท้จริงแล้วก็อาจยุ่งได้ในบางพฤติการณ์ เช่น เป็นคนสนิทถาม เป็นต้น

อันที่จริง ข้าพเจ้าเห็นว่าที่พฤติการณ์นี้ไม่สามารถยุ่งได้ เนื่องจากเพราะผู้ถูกถามพิจารณาว่าข้าพเจ้าเป็น “สัตว์” ซึ่งระบบโครงสร้าง “สัตว์/มนุษย์” เป็นระบบสื่อความชุดแรกๆ ที่ถูกเผยแพร่โดยงานเขียนเชิงชาติพรรณวรรณาของ Claude Levi-Strauss ที่บ่งชี้ว่าสังคมมนุษย์แม้ในระดับ primitive จะมีระบบความเข้าใจแยกกันระหว่างสิ่งที่เป็นพวกเดียวกัน กับไม่เป็นพวกเดียวกัน

– ผมเห็นว่าบ๊อกเซอร์ก็คือเครื่องแต่งกายอย่างหนึ่งเหมือนกันกับเสื้อสูท กางเกงแหละครับ เอ่อ… การให้ความสนใจบ๊อกเซอร์ว่ามีความแตกต่างเป็นพิเศษเหนือไปกว่าเครื่องแต่งกายทั่วไป เช่นนี้ผมคิดว่าน่าจะเป็นที่มาของแนวคิด “บ๊อกเซอร์เป็นศูนย์กลาง” (Boxercentricism) ซึ่งนั่นจะเป็นสถาปนาอำนาจเด็ดขาดให้กับบ๊อกเซอร์จนกลายเป็น meta-costume ทำให้เกิดการกดทับ เอ่อ… กดทับตัวตนของเครื่องแต่งกายชิ้นอื่นๆ (little costume) ได้

ไม่เปิดเผยนาม, สถานที่: ร้านสเต็คสี่ย่านชื่อดัง Panom Pehn Steak

ผู้ใส่ท่านนี้ชี้ปัญหาว่า ในขณะที่เรารื้อสร้างพื้นที่ส่วนตัวกับพื้นที่สาธารณะออกไป เราอาจประสบอันตรายจากการสถาปนาความเป็นกระแสหลักให้กับบ๊อกเซอร์จนเกิดเป็นโครงสร้างใหม่ของเครื่องแต่งกายที่เป็นบ๊อกเซอร์/และไม่เป็นบ๊อกเซอร์ได้ แต่นอกเหนือจากนั้นก็ไม่พบประเด็นอื่นใดที่น่าสนใจสำหรับบทสัมภาษณ์นี้

อนึ่ง นักคิดในกลุ่ม Foucault มองว่าเหตุการณ์คือการต่อสู้กับระหว่างวาทกรรมกางเกงใน และวาทกรรมบ๊อกเซอร์ กล่าวคือในขณะที่วาทกรรมกางเกงในพยายามกดทับให้เครื่องแต่งกายชั้นในที่สวมใส่ส่วนล่าง “ทุกประเภท” ต้องเป็นสิ่งที่ถูกซ่อนไว้ แต่วาทกรรมบ๊อกเซอร์พิจารณาว่า บ๊อกเซอร์เป็นเครื่องแต่งกายที่มีความแตกต่างไปจากกางเกงใน เพราะขายาวกว่า และมีลักษณะเหมือนหรือคล้ายกับกางเกงทั่วไป จึงสามารถเปิดเผยให้เห็นได้ และปฎิเสธตนเองออกจากกลุ่มวาทกรรมกางเกงใน หากพิจารณาในแง่ประวัติศาสตร์แล้ว วาทกรรมกางเกงในเกิดขึ้นในยุควิคเตอเรียนซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มนุษย์กำลังประสบกับปัญหาความพิการของทารกเกิดใหม่ จึงจำเป็นต้องนำเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเพศทั้งหมดเก็บไว้ในที่ส่วนตัว มีความเคร่งครัดเกี่ยวกับเรื่องเพศ เพื่อลดปัญหาดังกล่าว แต่วาทกรรมบ๊อกเซอร์เพิ่งเกิดได้ไม่นาน และน่าจะเป็นผลจากการต่อต้านวาทกรรมกางเกงในซึ่งเป็นวาทกรรมแนวอนุรักษ์นิยม

บทสรุป (Conclusion)

การนำบ๊อกเซอร์มาใช้รื้อสร้างโครงสร้างพื้นที่ส่วนตัวและพื้นที่สาธารณะนั้น เป็นวิธีการที่ทรงประสิทธิภาพ แต่ควรพิจารณาถึงปัจจัยอื่นๆ ที่เกาะเกี่ยวกับปัญหาในกรณีนี้ด้วย เช่น ปมประวัติศาสตร์ การต่อสู้ทางวาทกรรมเพื่อช่วงชิงการกำหนดความหมาย ทัศนคติของผู้คน เป็นต้น

[บทความนี้เป้นส่วนหนึ่งของ Anti-academic series ซึ่งเป็นเรื่องแต่งที่ล้อเลียนภาษา คำสำคัญ ของศาสตร์ทางวิชาการแขนงต่างๆ โดยไม่มีความจริงและความถูกต้องตามหลักวิชาการแต่อย่างใด ห้ามนำไปอ้างอิงโดยเด็ดขาด]


2 ความเห็น on “Anti-academic #1: กางเกงในบ๊อกเซอร์: การวิเคราะห์โดยปรับปรนกับทฤษฎีรื้อสร้าง (Deconstruction)”

  1. น้องทัก พูดว่า:

    เข้ามาฮา ครับ
    ปูเสื่อรอ anti academic รอบต่อไป ฉายเมื่อไหร่บอกที

  2. ืnice พูดว่า:

    ฮามากกกกกกกก
    เเต่ไม่เก่งทำไม่ได้นะเนียะ ชื่นชมๆๆ


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s