เดินหลงในพิพิธภัณฑ์แสง

อาจจะช้าไปหน่อยสำหรับการเขียนถึง “พิพิธภัณฑ์แสง” เรื่องสั้นในรูปเล่มที่บางเฉียบ โดยกิตติพล สรัคคานนท์ ข้าพเจ้าซื้อมาเมื่องานหนังสือครั้งล่าสุดที่เพิ่งผ่านไปต้นปี แต่ด้วยความละเลยและวุ่นวาย ทำให้หนังสือถูกดองทิ้งไว้อย่างน่าสงสารจนเค็มได้ที่จึงหยิบมาอ่านเสร็จไปเมื่อเดือนที่แล้ว แต่ด้วยความลุ่มลึกและอารมณ์ที่ปรากฎในเรื่องสั้นทั้ง 5 เรื่องในหนังสือเล่มนี้ ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึก “จำเป็น” ต้องเขียนถึงนวนิยายชุดนี้ไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง

ที่ว่าจำเป็นก็เพราะนอกจากรูปแบบการเขียนที่ชวนให้หลงลึกเข้าไปในมิติอันแปลกแยกและโดดเดี่ยวของโลกธรรมดาที่โอบล้อมรัดรอบตัวเรา แบบเดียวกับลีลาในหนังสือเรื่อง “ความน่าจะเป็น” ซึ่งเป็นหนังสือเล่มแรกที่ทำให้ข้าพเจ้าเริ่มสนใจอ่านหนังสือแล้ว มันยังบังเอิญซ้อนทับกับจินตภาพเกี่ยวกับชีวิตของข้าพเจ้าได้อย่างเกือบพอดิบพอดี

ตัวละครทุกตัวในเรื่องสั้นล้วนไม่มีชื่อเสียงเรียงนาม  “เขา”, “เธอ” นำหน้าประโยคนับพันที่ปรากฎในเรื่องสั้น ลักษณะการเขียนแบบนี้บอกสาส์น 2 ประการแก่ข้าพเจ้า: 1) ผู้อ่านจะไม่รู้สึกสึกตะขิดตะขวงใจกับการสวมตัวเองเข้าไปอยู่ในมุมมองของ เขา และ เธอ เหล่านั้น เพราะถ้าตั้งชื่อตัวละครว่า คุณมานิตย์, คุณจิตติ หรือคุณปารีณา คนที่ไม่ได้มีชื่อว่ามานิตย์ จิตติ ปารีณา ก็อาจจะไม่อยากเข้ามาร่วมสังฆกรรมกับนวนิยายเรื่องนั้นได้ 2) คำว่า “เขา” และ “เธอ” ยังบอกถึงภาวะไร้ตัวตน ไร้อัตลักษณ์ เขาและเธอเหล่านั้น อาจถูกแทนที่ด้วยคนไทยที่มีหน้าตาธรรมดาดาษดื่นทั่วไป หาเอกลักษณ์อะไรไม่ได้ แบบเดียวกับที่ทุกคนพบบนถนน ในที่ประชุมชน ความไร้ซึ่งอัตลักษณ์คือวิกฤติของการมีชีวิตในฐานะสัตว์ทางการเมืองเลยทีเดียว และนั่นก็คือตัวตนของ เขาและ เธอ ในเรื่องสั้นทั้ง 5 เรื่อง พวกเขาคิดอย่างแปลกแยกและโดดเดี่ยวท่ามกลางชุมชนเมืองและตึกแถว ที่ไร้ความอาลัยต่อชะตากรรมของพวกเขา

เรื่องสั้น “ภาพประกอบ” ซึ่งเป็นเรื่องสั้นอันดับแรกของหนังสือเล่มนี้ บอกเล่าชะตากรรมของ “เขา” ที่เป็นนักวาดภาพเขาวงกตปริศนาที่กำลังเดินทางไปหาบ้านของ “เขา” อีกเขาที่เป็นนักเขียนชื่อดัง ในระหว่างนั้นเขาหลงวนเวียนอยู่ในเขาวงกตแห่งตึกแถว วงเวียน ตรอกซอกซอยที่ไร้เอกลักษณ์ หม่นหมองไปด้วยสีทมึนคล้ำ และไร้ผู้คน

ข้าพเจ้าชื่นชอบท่วงทำนองการเขียนที่แตกต่างไปสำหรับมุมมองของ “เขา” แต่ละเขาที่มาพัวพันกับเหตุการณ์ ในส่วนเรื่องภาคแรกที่เป็นเรื่องของ “เขา” ที่เป็นนักวาดภาพ ทุกอย่างที่อยู่รอบตัวเขาถูกสาธยายจนสิ้นกระบวนความ จนประกอบออกมาเป็นภาพของเมืองหลวงที่เงียบเหงาไร้แก่นสาร เต็มไปด้วยตึกแถว ณ เวลาแดดจ้า ข้าพเจ้านึกถึงตอนเดินคนเดียวกลางถนนในกรุงเทพตอนบ่ายโมง ในวันทำงาน มันเป็นเวลาเงียบงันที่ข้าพเจ้าจะรู้สึกได้ถึงความเวิ้งว้างไร้แก่นสารในตัวตน จนต้องหาเรื่องอย่างอื่นรอบๆ ตัวมาคิดกลบเกลื่อน ณ เวลานั้นเองที่ข้าพเจ้าจะเป็นคนช่างสังเกตเป็นพิเศษ ศาลพระภูมิบนดาดฟ้าตึกแถว ชุมทางสายไฟ กระรอก ฯลฯ อยู่ในความรับรู้ของข้าพเจ้าทั้งหมด อาจจะผิดกันกับ “เขา” อย่างเดียวก็คือ ไม่ได้เดินทางไปหาเศรษฐีนักเขียนที่ไหนให้มาจ่ายเงินค่าภาพประกอบ

กลับมาที่พิพิธภัณฑ์แสงอีกครั้ง ในส่วนเรื่องภาคที่สอง “เขา” ที่เป็นนักเขียนกำลังติดอยู่ในโรงแรม ณ ต่างแดน มีเลขาประจำตัวด้วย มุมมองการเล่าก็แตกต่างจากวิธีในภาคแรกโดยสิ้นเชิง แทนที่จุดสนใจจะเลื่อนลอยไปเรื่อยเหมือนคนอยู่คนเดียวท่ามกลางความสับสนแบบในภาพแรก การเคลื่อนย้ายจุดสนใจของโครงเรื่องในภาคสองกลับทำอย่างมีระเบียบ เช่น เริ่มด้วยการอธิบายความร้อนของห้องเนื่องจากแอร์เสีย, ต่อด้วยการพิจารณาภาพประกอบที่หยิบขึ้นมาอย่างช้าๆ เป็นต้น

ส่วนเนื้อเรื่องภาคสามคงบอกไม่ได้ เพราะจะทำให้เนื้อเรื่องทั้งหมดถูกเปิดเผยจนสิ้นความสนุกไป

เรื่องสั้นที่ชอบอีกอันคือ “รังสีวิทยา” แค่ชื่อฟังดูไม่อบอุ่นเป็นมิตรเสียแล้ว เมื่อมาประกอบกับโครงเรื่องเกี่ยวกับชีวิตของ “เขา” ที่ทำงานห้องฉายรังสี ณ ชั้นใต้ดินที่มืดทึบของโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ในช่วงฤดูหนาวที่ทุกคนเตรียมตัวจัดงานปีใหม่ เยือกเย็นกันเข้าไป

ความหนาวเหน็บจากฉากต่างๆ ก็ดูสอดรับกับความหนาวในใจของ “เขา” คนทำงานฉายรังสีเหลืิอเกิน ชายที่ตัดสินใจจะอยู่คนเดียวตลอดชีวิต ท่ามกลางห้องฉายรังสีที่เหี่ยวแห้ง เงียบงัน แบบนี้มันชวนให้หนาวเสียจนต้องหาเสื้อคลุมมาใส่

ฉากที่งานเลี้ยงปีใหม่ที่ทางโรงพยาบาลจัดอย่างง่ายๆ ระหว่างบุคคลากรไม่กี่สิบคน ท่ามกลางบรรยากาศว้าเหว่ที่ทุกคนต่างออกไปฉลองกันที่อื่นนอกโรงพยาบาล ท่ามกลางลมหนาวที่พัดอยู่นอกห้อง เป็นฉากที่แจ่มชัดในจินตนาการของข้าพเจ้ามากที่สุด อาจเป็นเพราะว่าข้าพเจ้าเคยอยู่ในบรรยากาศอย่างนั้นมาแล้ว หรือคาดว่าจะอยู่ในอนาคตก็ไม่อาจทราบได้ รู้อย่างเดียวว่าข้าพเจ้ารู้สึกถึงบรรยากาศนั้นได้ชัดเจนและกว้างไกลกว่าตัวอักษรในเรื่องสั้นเรื่องนี้

ยังมีเรื่องสั้นอีกสามเรื่องที่ข้าพเจ้าไม่ต้องการเขียนจนหมดเพราะจะเสียอรรถรส และจะเมื่อยมือข้าพเจ้า

ผู้สนใจ คาดว่าเล่มนี้ยังขายอยู่ โดยเฉพาะในงานหนังสือที่จะถึงก็น่าจะขายอยู่เหมือนเดิม ราคา 70 บาท



ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s