สงครามข้ามกาล-สถานที่

การทำสงครามในอดีตต่างจากปัจจุบัน

สงครามในอดีต ผู้ประสงค์ทำร้ายฝ่ายตรงข้าม จำเป็นต้องอยู่เบื้องหน้าผู้ที่จะถูกทำร้าย เนื่องจากยุทโธปกรณ์ในอดีตไม่มีศักยภาพโจมตีจากระยะไกลได้ การประจันหน้ากันมีนัยยะทางความหมายที่พิเศษ เพราะผู้ที่ลงมือทำร้าย ต้องกลายเป็นประจักษ์พยานในชะตากรรมของฝ่ายที่ถูกทำร้าย และเป็นประจักษ์พยานในฝีมือการใช้ความรุนแรงที่เกิดจากน้ำมือตนเอง

ในทางตรงกันข้าม ยุทโธปกรณ์ในปัจจุบันได้ทำลายความเกี่ยวพันทางสถานที่ระหว่างผู้ทำร้ายและผู้ถูกทำร้ายลง ผู้ทำร้ายสามารถบินอยู่เหนือผู้ถูกทำร้าย เพื่อปล่อยระเบิดลงมา โดยไม่ต้องอยู่คอยชมการประสบเคราะห์ของผู้คนที่อยู่ข้างล่าง หรือทดลองระเบิดข้ามทวีป โดยไม่ต้องสนใจว่าใครจะโดนลูกหลง ณ โพ้นทะเล เมื่อไม่ต้องอยู่ดูฝีมือการใช้ความรุนแรงของตนเอง การใช้ความรุนแรงจึงทำได้ง่ายขึ้น ต่างจากการทำสงครามสมัยก่อน ที่การพบเห็นผลแห่งการกระทำอันโหดร้ายต่อหน้า จะหวนกลับมาเป็นอาการทางจิตและความรู้สึกผิดที่ยากจะเยียวยาในภายหลัง

การพบเห็นสิ่งใดเกิดขึ้นต่อหน้าต่อหน้า มีความหมายในตัวเองว่าสิ่งนั้นย่อมเกิดขึ้นจริง แต่การปล่อยระเบิดไป ณ ที่ไกลๆ แล้วค่อยหวนกลับมาดูผลลัพธ์ของตนเองภายหลังด้วยภาพถ่าย หรือด้วยคำบอกเล่า จิตย่อมเลือกเชื่อสิ่งที่สบายใจที่สุด นั่นคือเลือกเชื่อว่าผลลัพธ์ที่เห็นภายหลังนั้น มันอาจไม่ได้มาจากการกระทำคนใดคนหนึ่งก็ได้ อาจเป็นซากปรักหักพังของตึกที่มีโครงสร้างไม่ดี พร้อมจะถล่มอยู่แล้ว อาจเป็นร่างที่ฉีกขาดของคนที่วิ่งหนีแล้วหกล้มตึกทับไปเอง ความคลุมเครือเกิดขึ้นได้เมื่อมีสถานที่และเวลามาขวางกั้นการรับรู้

เทคนิกการสงครามสมัยใหม่ ทำให้การทำร้ายคนอื่นทำได้สะดวกใจขึ้น ผู้คนสามารถทำเรื่องรุนแรงในชนิดที่หากมีผู้รับผลกระทบจริงๆ มาอยู่ต่อหน้า คนนั้นอาจต้องใช้เวลาคิดหลายนาทีก่อนลงมือ อาวุธสมัยใหม่ช่วยหลีกเลี่ยงภาระทางจิตใจ

แต่ข้าพเจ้าไม่ได้ตั้งใจเขียนเรื่องสงครามอะไร ข้าพเจ้ากำลังจะพูดถึงเรื่องใกล้ตัวกว่านั้น เรื่องเกี่ยวกับวิธีการติดต่อสัมพันธ์กันของผู้คนสมัยใหม่

เวบบอร์ดที่คนใช้ปกปิดชื่อตนเองได้ บางสถานการณ์ก็กลับกลายเป็นสมรภูมิในโลกเสมือนที่ตอบโต้กันด้วยถ้อยคำที่ข้าพเจ้าเชื่อว่าไม่มีใครใช้กับคนแปลกหน้าแน่นอน แต่ที่ทำได้และที่ชอบทำกัน ก็น่าจะเพราะเขาไม่ได้อยู่สถานที่และเวลาเดียวกับผู้ถูกต่อว่า จึงค่อนข้างสะดวกใจ ไม่แน่ว่าคนที่ต่อว่าอาจจะเป็น bot คอม ลิง หมา กา ไก่ก็ได้ ซึ่งถ้าเป็นกรณีนั้นคนต่อว่าก็ไม่ต้องรู้สึกผิดอะไรเลย หรือต่อให้เขาพิมพ์ตอบโต้กลับมา เขาก็อาจพิมพ์ด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ เฉยเมยก็เป็นได้ ซึ่งนั้นก็ยิ่งไม่ต้องรู้สึกผิดอะไรอีก

ขยายภาพใหญ่กว่านี้อีกนิดนึง การตีความกฎหมายของนิติกร หรือการออกนโยบายของเหล่าผู้บริหาร ที่ปฎิบัติกันในห้องสุดหรู ก็น่าจะเข้าโครงสร้างการรบแบบสมัยใหม่ เพราะเหล่านิติกร หรือผู้บริหารนั้นไม่ต้องอยู่รอดูชะตากรรมของคนที่จะรับผลกระทบ ใครจะป่วยตาย หรือจะขาดรายได้ ก็กลายเป็นเรื่องตัวเลขสถิติ ที่ให้มานั่งพิจารณากันในห้องแอร์เย็นๆ ได้ โดยไม่ต้องสนใจใคร คนป่วยในสถิติอาจจะไม่ใช่คนในความหมายจริงๆ ก็ได้ อาจเป็นหมู หมา กา ไก่ที่เขาเผลอนับติดมาด้วย หรือถ้าป่วยจริง ขาดรายได้จริง ก็คงเล็กๆ น้อยๆ หาทางรอดกันได้

ดังนั้น หากสังเกตได้ว่าคนสมัยนี้ทำร้ายคนอื่นกันเก่งขึ้น อย่าได้คิดว่าคนสมัยนี้ใจแข็งมากขึ้น เขาแค่ไม่ได้เห็นและไม่ถูกบังคับให้ต้องรับรู้ผลลัพธ์ของมันเท่านั้น

อนึ่งมีบทความน่าสนใจของอ. นิธิ เอียวศรีวงษ์ ที่นี่

เออ พรุ่งนี้ต้องอัพภาษาอังกฤษเรื่อง climate change หนิ ยังไม่ได้เตรียมเลยทำไงดี



ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s