ความไม่จำ กับภาพยนตร์ที่เกี่ยวข้อง

สมองไม่ใช่เครื่องมืออันโปร่งใส ที่จะบันทึกความทรงจำที่มนุษย์พบเจออย่างเที่ยงตรง ไร้ข้อบิดเบือน เหตุการณ์บางอย่างที่แม้เกิดขึ้นซึ่งหน้า ในที่สุดก็อาจแปรสภาพเป็นภาพอันเรือนราง ประทับอยู่ในมโนทัศน์แทน หรือไม่ก็กลายเป็นภาพอื่นที่สร้างความทรงจำเสมือนจริง ที่จะหลอกหลอนสร้างความเข้าใจผิดแก่ตัวอัตบุคคลนั้นจนชั่วชีวิต

มีหนังอย่างน้อย 2 เรื่อง ที่สำรวจแง่มุมของความเสื่อมประสิทธิภาพแห่งความทรงจำนี้

-1-

Rashomon [Akira Kurosawa, 1950]

ฉากแรกเป็นภาพของพายุฝนที่กระหน่ำซ้ำลงอาคารไม้คล้ายศาลเจ้าที่พังทลายลงครึ่งหนึ่ง คนสองคนอันไร้นามหลบฝนในนั้น ก่อนที่ชาวบ้านที่โชคร้ายอีกคนมาร่วมหลบด้วย เวลานั้นเองที่ผู้ไร้นามอันสองคนจะเริ่มบอกเล่าเรื่องราวแห่งความพิกลพิการของความทรงจำ และจริยธรรม ที่ฟ่อนเฟะไม่แพ้สภาพประตูศาลเจ้าที่ทั้งสามหลบพายุฝนอยู่

เรื่องราวทั้งหมดเริ่มจากเหตุการณ์ข่มขืนและฆาตกรรมกลางป่า ที่มีประจักษ์พยาน 4 คน เข้ามาพัวพัน หนึ่งคือผู้หญิงภรรยาซามูไรที่ถูกข่มขืน หนึ่งคือซามูไรที่ถูกฆ่าในคดีนี้ (ขอให้ชมหนังจริง เพื่อจะได้รู้ว่าเขาสืบพยานที่ตายแล้วได้อย่างไร) หนึ่งคือคนจรผู้ก่อเหตุ และอีกหนึ่งคือคนตัดไม้อันไร้นาม ที่กำลังเป็นผู้เล่าเรื่องทั้งหมดให้คนดูฟัง

พยานทั้ง 4 บอกเล่าเหตุการณ์เดียวกันในลักษณะขัดแย้งกัน ฝ่ายผู้หญิงให้การว่าหลังถูกข่มขืน สามีเธอก็ทำสายตาเย็นชา ทิ่มแทงใจ เธอเศร้ามากและเป็นลมไปชั่วขณะโดยถือไว้ในมือ เมื่อตื่นมาก็พบว่ามีดปักที่อกสามีเธอแล้ว ก็ยิ่งทำให้เศร้ามากไปอีกและพยายามฆ่าตัวตายหลายครั้ง ส่วนฝ่ายซามูไรสามีของเธอก็ให้การว่า ฝ่ายหญิงไปมีใจให้คนที่ข่มขืนเธอ และขอร้องให้คนร้ายฆ่าสามีของเธอเสีย คนร้ายตกใจกับคำขอร้องนั้นและหันมาเห็นอกเห็นใจซามูไร ก่อนที่ภรรยาจะหลบหนีไป ภายหลังซามูไรจึงฆ่าตัวตาย ส่วนผู้ต้องหาก็ปฎิเสธเรื่องราวทั้งหมด เพราะอันที่จริงภายหลังที่ข่มขืนกันแล้ว ฝ่ายหญิงร้องขอให้คนร้ายดวลดาบกับซามูไรให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตายไป เพราะไม่อยากให้มีผู้ชายมากกว่าหนึ่งคน รับรู้เรื่องราวบัดสี ท้ายที่สุดภายหลังการดวล คนร้ายดวลดาบชนะซามูไรได้

เรื่องราวทั้งหมดทำให้กระจ่างโดยคนตัดไม้ที่เป็นประจักษ์พยานเหตุการณ์ตั้งแต่ต้น แต่ความกระจ่างนั้นท้ายที่สุดก็ถูกบดบังโดยความรู้สึกผิดและเห็นแก่ตัวบางอย่างของคนตัดไม้ ผู้บอกเล่าเรื่องเอง

ความจำของมนุษย์ไม่สามารถทำตัวโปร่งใสได้ เพราะความตรงไปตรงมา คือศัตรูของการปิดบังความละอายรู้สึกผิด แม้แต่คนที่ตายไปแล้ว ก็ยังมีความทรงจำที่บิดเบือน เพื่อไม่ให้ชื่อเสียงของตนเองเสื่อมเสีย เมื่อใดที่ข้อมูลที่จะเป็นอันตรายต่อผู้เล่าเรื่องกำลังจะถูกเปิดเผยออกมา เมื่อนั้นผู้ที่บอกเล่าก็จะรีบตะครุบมันเก็บไว้ โดยสัญชาตญาณ

เรื่องน่าสนใจอีกเรื่องคือการกำกับภาพป่าของคาซึโอะ มิยางาวา ที่แปลมโนทัศน์เรื่องความคลุมเครือของความจำ ให้กลายเป็นภาพที่มีแสงแรงจากดวงอาทิตย์พาดผ่านใบหน้าตัวละคร และฉากหลังเป็นหย่อมๆ สลับไปกับเงามืดของร่มไม้ ราวกับสิ่งที่เห็น กำลังถูกปิดบัง บิดเบือน ทำให้สับสนด้วยสิ่งใดสิ่งหนึ่ง

แต่ข้าพเจ้าไม่ชื่นชอบความคิดที่มีต่อ “ความจริง” ของหนัง ผู้แต่งเรื่องแสดงความคิดผ่านตัวเรื่องว่า เราสามารถมีความจริงสุดท้ายที่จริงแท้ได้ ถ้าเราไม่มีส่วนพัวพันในประเด็นนั้น เพราะเราจะอธิบายปรากฎการณ์ทางจิตของมนุษย์ให้จริงแท้ได้อย่างไร เมื่อบุคคลนั้นคือบุคคลที่สามที่ไม่ได้รู้จัก คุ้นเคยกับคนที่กำลังถูกสังเกตการณ์เลย ความทรงจำเกี่ยวกับความคิดของผู้อื่น จึงเป็นเรื่องที่มีปัญหา เพราะมันเปลี่ยนแปลงไปตามระดับการมีปฎิสัมพันธ์ของบุคคลผู้นั้นตลอดเวลา นั่นคือข้อหาหนึ่ง แต่ข้อหาที่น่าจะแก้ตัวได้ยากกว่า คือ ผู้สังเกตการณ์ทุกคนมีอคติอย่างใดอย่างหนึ่งในเหตุการณ์นั้นอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเพศสภาวะ ชนชาติ ฐานะ ฯลฯ และภาษาลีลาการเล่า จะฟ้องความลำเอียงนั้นเองโดยธรรมชาติ

-2-

Waltz With Bashir [Ari Folman, 2008]

หนังสารคดีอะนิเมชั้นเรื่องนี้ บอกเล่าการเดินทางของอดีตยุวทหารชาวอิสราเอลอะรี ฟอลแมน ที่ “ลืม” เหตุการณ์ครั้งที่ตนไปรบในสงครามเลบานอนเมื่ออายุ 19 เพื่อค้นหาต้นตอของฝันร้ายที่วนเวียนในจิตตลอดเวลา เขาเดินทางไปพบเพื่อนสมัยยุวทหารหลายที่ รวมถึงพบกับนักข่าวอิสราเอล รอน เบนอีเช ผู้ที่เฝ้าติดตามสถานการณ์สงครามในเวลานั้นอย่างใกล้ชิด

การรื้อฟื้นความจำของเขา ทำให้ภาพของเหตุการณ์สังหารหมู่ในค่ายซาบราและชาทิล่า ที่เป็นค่ายผู้ลี้ภัยชาวปาเลสไตน์ในเบรุต ประเทศเลบานอน แจ่มชัดยิ่งขึ้น ฉากของสงครามในเลบานอน ฉากของกลุ่มทหารชาวเลบานอนสายคริสเตียนเข้าล้อมค่ายโดยความยินยอมของทหารอิสราเอล ฉากของกลุ่มทหารอิสราเอลช่วยจุดพลุไฟให้ท้องฟ้าเหนือซาบราและชาทิล่า สว่างสไว ราวกับเพื่อสนับสนุนกิจกรรมใดสังอย่าง ทันใด ภาพการ์ตูนที่เราเห็นตั้งแต่แรก กลับแตกหักลง กลายเป็นภาพข่าวของจริงที่ฉายภาพกองศพที่เกลื่อนกลาดไปทั่วค่าย ระคนด้วยเสียงกรีดร้องของเด็กและผู้หญิง

ภาพการ์ตูน เป็นเทคนิกแปรรูปมโนทัศน์เกี่ยวกับปัญหาของความทรงจำ เพราะภาพการ์ตูนเชื่อมโยงเกี่ยวกับความคิดเรื่องความไม่จริงจัง ความไม่แน่นอน ความฝัน ผู้กำกับจงใจใช้การ์ตูนเพื่อเล่าเรื่องทั้งหมด เพื่อแสดงสภาวะจิตของเขาที่เต็มไปด้วยความกลัว ว่าท้ายที่สุดความจริงจะปรากฎออกมา ความรู้สึกผิดที่ยากจะแบกรับ กำลังจะเกิดขึ้น

แต่บทสรุปของฟอลแมนในตอนท้าย ที่โยนข้อหาฆาตกรรมหมู่ให้แก่ทหารเลบานอนสายคริสเตียนนั้น ก็ยังดูเคลือบแคลง เพราะผู้พูดกำลังบอกเล่าความทรงจำจากชาวอิสราเอล ผู้ทำหน้าที่รักษาความสงบในเลบานอนช่วงนั้น ยิ่งประกอบกับผู้เคราะห์ร้ายในโศกนาฎกรรมนี้คือชาวปาเลสสไตน์ ก็ยิ่งทำให้น่าสงสัยขึ้นไปอีก ว่าท้ายที่สุดความทรงจำที่ฟอลแมนค้นพบ จะเป็นความทรงจำที่จริงแท้ปราศจากการบิดเบือนทั้งปวงจริงหรือไม่ ทหารอิสราเอลเป็นแพะรับบาปในกรณีนี้จริงหรือไม่

-3-

หนังสองเรื่อง ทำให้ข้าพเจ้าสรุปได้ว่า ความไม่ต้องการที่จะรู้สึกผิดหรือรับผิดชอบต่อสิ่งใด มีส่วนทำให้ความทรงจำของมนุษย์บิดเบือนไป ยิ่งถ้าความทรงจำนั้นถูกบันทึกให้มั่นคง เรียกคืนได้ตลอดเวลาด้วยแล้ว ความหลงผิดก็จะถูกสืบทอดเป็นมรดกไปชั่วลูกชั่วหลาน ข้าพเจ้าจึงไม่คิดว่าตัวอักษรเองจะช่วยให้ความทรงจำแจ่มชัดขึ้น แต่กลับกัน มันเปิดโอกาสให้การบิดเบือนความจำทำได้อย่างเป็นหลักเป็นการ เป็นสถาบัน เป็นกระบวนการมากขึ้น



ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s