ความไม่เป็นสาธารณะของหนังซอมบี้

REC เป็นหนังซอมบี้จากสเปน ที่แหวกขนบการเล่าเรื่อง และมุมกล้อง ของหนังสยองขวัญทั่วไป  การถ่ายภาพแบบ handheld และการใช้ลีลาการเล่าเรื่องแบบสารคดี ต่างร่วมกันหล่อเลี้ยงความสมจริงอย่างน่าประหลาดให้กับหนังปี 2007 เรื่องนี้

แต่ข้าพเจ้าไม่ได้ตั้งใจจะพูดถึงหนังเรื่องนี้ในตอนนี้ ถ้าจะพูดอีกนิดหน่อย ก็คงเป็นบรรยากาศที่เฮฮาของการฉายหนังเรื่องนี้ในคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ โดยภาควิชาภาษาสเปน ห้องฉายเดิมทีเป็นห้องเลกเชอร์ขนาดใหญ่ชั้น 5 อันมีบรรยากาศเคร่งขรึมเป็นอย่างยิ่ง ทันใดที่มีผีปรากฎเข้ามาในมุมกล้อง ความเคร่งขรึมก็ถูกแทนที่ด้วยเสียงหวีดร้องและเสียงอันชวนหัวหลายประการ เป็นบรรยากาศอันย้อนแย้ง ที่คงหาไม่ได้ในโรงภาพยนตร์ทั่วไป

เรื่องที่ข้าพเจ้าสนใจยิ่งกว่าตัวหนัง คือคำวิจารณ์ประการหนึ่งที่มาจากผู้เคยชมหนังเรื่องนี้แล้ว คำวิจารณ์นั้นมีใจความว่าเขาไม่ชอบ REC เพราะมันไม่ยอมเปิดเผยเรื่องราวความเป็นมาของเรื่องให้ชัดเจน

สำหรับพี่น้องมิตรรักนักดูหนัง ขอให้ใจเย็นไว้ก่อน หากจะโต้แย้งข้อกล่าวหานี้ ต้องทำอย่างช้าๆ ทีละขั้นตอน ทีละประเด็น

ข้อกล่าวหานี้ แม้จะพบได้บ่อย แต่มันไม่ธรรมดาสำหรับข้าพเจ้า เพราะในอดีต งานศิลปะแขนงอื่นๆ ก็เริ่มปรากฎ “ผู้เล่าเรื่องที่ไม่เป็นกลาง” แล้ว การเล่าเรื่องในวรรณกรรมหลายเรื่องในอดีตก็ไม่ได้เปิดเผยที่มาที่ไป ไม่ได้เขียนจากมุมมองของสัพพัญญูผู้ตรัสรู้ทุกความเป็นไปในอาณาจักรแห่งเรื่องเล่า แม้แต่ในเกมคอมพิวเตอร์อย่าง Half-Life ก็มีเรื่องเล่าแบบไม่เปิดเผยเรื่องราวทั้งหมดนี้เช่นกัน แต่ข้อดีของ Half-Life คือ ทุกคนมัวแต่เพลิดเพลินกับการยิงซอมบี้ สะสมอาวุธ ขึ้นเรือ ขึ้นรถ จนสิ้นความสงสัยในประเด็นดังกล่าวไป

แต่สำหรับสื่ออื่นๆ การไม่เปิดเผยเรื่องราวทั้งหมดกลับกลายเป็นเรื่องใหญ่ในสายตาของหลายคน ทั้งที่เทคนิกการเล่าเรื่องเช่นนี้ ก็มีมาตั้งนานแล้ว ทำไมถึงเป็นเช่นนั้นได้?

ข้าพเจ้าคิดว่ามโนทัศน์ดังกล่าว มีความเชื่อมโยงอย่างยิ่งกับกรอบความคิดเกี่ยวกับ “สื่อสาธารณะ”

ตามปรกติ สื่อสามารถเกิดได้ทุกที่ การเขียนไดอารี่แลกกันดูในบ้าน ตัวไดอารี่ก็อาจเป็นสื่อได้ แต่เมื่อใดที่สื่อตั้งใจจะเผยแพร่ข้อความไปสู่คนหมู่มาก สถานภาพของสื่อนั้นจะถูกยกระดับเป็นสื่อสาธารณะ  เกือบทุกคนในสังคมมีทัศนคติว่า สื่อที่เก่งกล้าถึงขนาดมาส่งข้อความถึงคนหมู่มากได้ ผู้ทำสื่อต้องรู้เรื่องสิ่งที่จะพูดได้ดี และครบถ้วนเพียงพอ

ข่าวโทรทัศน์ โปสเตอร์ โฆษณา ต่างตอบสนองต่อความคาดหวังนี้ ด้วยการพยายามอย่างเต็มที่ เพื่อให้ข้อมูลที่นำเสนอมีความครบถ้วนบริบูรณ์ และชัดเจน สภาพแวดล้อมเชิงเทคโนโลยีในอดีต ทำให้การเข้าถึงสถาบันสื่อสาธารณะ ทำได้ยาก เพราะอุปกรณ์ผลิตสื่อมีราคาแพง จำกัดเฉพาะกลุ่มผู้มีเงินจะซื้อจริงๆ เท่านั้น เช่น คอมพิวเตอร์ กล้องถ่ายภาพ สภาพการณ์นี้จึงยิ่งเสริมความขลัง ของสื่อสาธารณะเข้าไปอีก

เมื่อชีวิตของมนุษย์จ่อมจมกับสื่อสาธารณะมากกว่าสื่อส่วนตัว ไวยากรณ์การเล่าเรื่องของสื่อสาธารณะจึงสถาปนาจริยธรรมการเล่าเรื่อง (Ethics in narrative) ของสื่อทุกชนิด ในมโนทัศน์ของคนหลายคน

การพูดเรื่องราวที่ไม่มีที่มาที่ไป ไม่ว่าในที่ใดๆ ย่อมถือว่าผิดจริยธรรมการเล่าเรื่อง และมักถูกปรามาสว่าเป็นการพูดที่ไม่มีความหมาย จึงไม่ได้รับความสนใจ ผลกรรมนี้จึงส่งผลมายังสื่อสาธารณะรูปแบบศิลปะอีกด้วย

แต่ระเบียบแห่งมโนทัศน์ที่ข้าพเจ้ากล่าวมาทั้งหมดกำลังจะล่มสลาย ความคิดที่เชื่อว่าสื่อสาธารณะกระแสหลัก อาจไม่ได้รู้จริงในสิ่งที่ตัวเองเล่า เริ่มมีแรงเหวี่ยง หรือไม่ก็กำลังเหวี่ยงแรงอยู่ในจิตวิญญาณสังคม ตัวอย่างเช่น เหตุการณ์น่าอับอายของสำนักข่าวกระแสหลักที่เผยแพร่ข่าวที่ปรากฎภายหลังว่าไม่เป็นความจริง และในอีกแง่หนึ่ง คนในสังคมก็เริ่มเชื่อว่าสื่อที่ออกมาปรากฎตัวในพื้นที่สาธารณะไม่จำเป็นต้องพูดเรื่องราวให้ครบถ้วนก็ได้ หากแต่เป็นแง่มุมเล็กๆ เท่าที่ตนมองเห็นก็เพียงพอ

เหตุการณ์เช่นนี้น่าจะเกิดจากเหตุการณ์อย่างใดอย่างหนึ่งในสองประการนี้

1. พื้นที่สาธารณะกับพื้นที่ส่วนตัวไหลรวมกันจนแยกแยะไม่ได้ เรื่องส่วนตัวอย่างสถานที่กินข้าว กิจกรรมปลีกย่อยในวันหนึ่งๆ ก็กลายเป็นข้อมูลที่ทุกคนเข้าถึงได้ ส่วนฝ่ายสื่อสาธารณะกระแสหลักเอง ก็ดูเหมือนไม่สามารถจัดการกับพื้นที่ส่วนตัวที่กำลังไหลเข้ามาได้  มันทำให้สื่อแบบจารีตมีทางเลือกมากเกินไป เกิดปัญหาเรื่องการกลั่นกรองความสำคัญ

2. การทำสื่อเพื่อเผยแพร่ในพื้นที่สาธารณะทำได้ง่ายขึ้น เพราะอุปกรณ์ทำสื่อหาได้ง่ายขึ้น

หรืออาจจะเกิดเหตุการณ์ที่ 2 ก่อน แล้วทำให้การแบ่งพื้นที่ส่วนตัวกับสาธารณะไม่ใช่เรื่องสำคัญอีกต่อไปจึงเกิดเหตุการณ์ที่ 1 ตามมา

แต่ไม่ว่ากระบวนการจะเป็นอย่างไร สิ่งที่ต้องยอมรับคือ เราอยู่ห่างจากระเบียบของสื่อสาธารณะมานานแล้ว ไม่มีความจำเป็นเลยที่สื่ออันเผยแพร่ออกสู่สาธารณะ จำเป็นต้องนำเสนอข้อมูลแบบครบถ้วนมีที่มาที่ไปชัดเจน

REC ในสายตาของข้าพเจ้าจึงไม่ใช่หนังซอมบี้พาหวาดเสียวเฮฮาไปเปล่าๆ แต่ยังมีนัยยะเกี่ยวกับสถานะของสื่อในปัจจุบัน ซึ่งเปรียบเหมือนสายตาจากปถุชนทั่วไป ที่ไม่สามารถปะติดปะต่อเรื่องราวอันเป็นความลี้ลับในโลกได้ทั้งหมด และที่น่าสนใจคือ ไม่สามารถก้าวก่ายเรื่องราวของรัฐบาลได้อย่างครบถ้วน

แนวโน้มนี้กลับกลายเป็นสิ่งที่ดี เพราะท้ายที่สุด สายตาอันไม่กลางของคนทั่วไป ก็ได้ทำการเปิดเผยเบื้องหลังหน้ากากความเป็นกลางของสถาบันสื่อสาธารณะที่ปกปิดมิดชิดมากว่าศตวรรษ สื่อทุกชนิดย่อมหนีไม่พ้นการนำเสนอแง่มุมใดแง่มุมหนึ่ง ไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ในประเด็นใดประเด็นหนึ่งอยู่แล้ว

ผู้ที่ควรปรับตัว ต้องเป็นฝ่ายผู้รับสื่อ ต้องยอมรับความคิดใหม่เกี่ยวกับระเบียบของสื่อนี้ให้ถ่องแท้



ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s