กล้องเก่า: โปรดหลบทางให้คนป่วยแห่งกาลเวลา

6 ปีมาแล้วที่ข้าพเจ้าได้กล้องถ่ายภาพตัวแรก มันคือ Fuji Finepix S5000 ที่ตัวโครงมันคล้ายคลึงกับกล้อง SLR ทั่วๆ ไปเป็นอย่างยิ่ง จะขาดอย่างเดียวก็คือวัศดุที่เหมือนของเด็กเล่นแถวสำเพ็ง กับเสียงดังเวลากล้องโฟกัส ที่ชวนลุ้นว่าเลนส์ทั้งตัวจะหลุดออกมาหรือไม่ แต่ไม่ว่าจะดีชั่วอย่างไร ยังไงเสียนี้ก็คือกล้องตัวแรกของข้าพเจ้า

ภาพแรกที่ข้าพเจ้าถ่ายคือหอประชุมที่ตึก 2 ของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ขณะนั้นเป็นเวลารับสมัครนักเรียนใหม่ ภาพที่ถ่ายได้คือโต๊ะที่อาจารย์หลายคนนั่งเรียงกันหน้ากระดาน คอยตรวจสอบเอกสาร ด้านหน้าคือนักเรียนม.3 ประมาณ 10 กว่าคนนั่งรอท่ามกลางม้านั่งไม้ยาวที่วางเรียงกันคล้ายโบสถ์คริสเตียน ด้านหลังคือเวทีขนาดย่อม ภาพนั้นหายไปนานแล้ว แต่อันที่จริงก็ไม่น่าเสียดายอะไร เพราะเท่าที่จินตภาพได้ ภาพมันเอียงกะเท่เร่ คนก็หน้าเล็ก ทั้งหมดดูรกตา ภาพต่อมาก็มีหลากหลาย มันเป็นบรรยากาศวันวานของช่วงรับสมัครนักเรียนใหม่เข้าศึกษาเตรียมอุดม มีภาพรุ่นพี่ที่มาช่วยงาน ภาพน้องต่อคิว ภาพอากัปกิริยาการพักผ่อนของสต๊าฟ ซึ่งในเย็นวันนั้น ข้าพเจ้าโอนรูปทั้งหมดลงเครื่องแล้วโพสในเวบบอร์ดโรงเรียน และเนื่องจากกระทู้มันต้องใส่หลายรูป reply ตอบกระทู้ตัวเองมันก็เยอะโดยไม่ได้ตั้งใจ กระทู้ก็เลยดันไปอยู่หัวข้อแนะนำ ทั้งที่เราก็ไม่ได้ทำอะไรดีเด่น หากจะมีเสริมก็คงเป็นบรรยายภาพที่ตลกขบขันเล็กน้อย จนถึงไม่ตลกเลย

ประสบการณ์ถ่ายภาพครั้งแรกของข้าพเจ้าทำให้สัมผัสถึงอำนาจบางอย่างของช่างภาพประจำงาน เขาคือผู้ที่อยู่ได้ในทุกบริเวณโดยไม่มีใครตั้งข้อกังขา เขาเหมือนสัพพัญญูในงานวรรณกรรมที่ลอยตัวไปๆ มาๆกระโดดข้ามระหว่างเรื่องเล่าของตัวละครต่างๆ ในท้องเรื่อง ความรู้สึกดังกล่าวทำให้ข้าพเจ้าเพลิดเพลินกับสถานะ “ช่างภาพประจำงานตามพฤติการณ์” เป็นอย่างมาก แม้ว่าช่วงเวลานั้นข้าพเจ้าจะไม่รู้จักคำว่า ความเร็วชัตเตอร์ ความกว้างรูรับแสง ฉากหน้า-ฉากหลัง รูปทรงสามเหลี่ยมปริยาย หรือ กฎสามส่วน ก็ตาม

ตำแหน่งช่างภาพตามพฤติการณ์ ทำให้ข้าพเจ้าเข้าไปสู่วงในของงานโรงเรียนในระดับหนึ่ง งานหลายงานถัดจากนั้น ไม่ว่าจะเป็นเวลาประกาศผลสอบเข้า, ปฐมนิเทศน์, รับน้อง, กีฬาสี ข้าพเจ้าจะได้ตำแหน่งช่างภาพโดยพฤติการณ์บ่อยครั้ง แต่ข้อสังเกตอย่างหนึ่งในเรื่องการถ่ายภาพของข้าพเจ้าก็คือ ณ เวลานั้นข้าพเจ้าไม่ได้ถ่ายภาพคนแบบเจาะเป็นรายคนมากนัก คนในภาพของภาพเจ้าถือธุลีที่ถูกห้อมล้อมด้วยบรรยากาศแห่งกาลเวลานั้น ข้อนี้อาจอธิบายได้ว่า ข้าพเจ้าคงไม่รู้สึกผูกพันกับคนมากเท่ามวลแห่งอารมณ์ที่ล่องลอยในที่ๆ คนจำนวนมากมาชุมนุมและทำกิจกรรมร่วมกัน และน่าจะยืนยันความคิดเรื่องอำนาจของการเป็นสัพพัญญูที่อยู่ในทุกที่ของข้าพเจ้าได้ดี

คืนก่อนวันกีฬาสีโรงเรียนตอนที่ข้าพเจ้าอยู่ม. 5 เป็นอีกประสบการณ์ที่ทำให้ข้าพเจ้าหลงใหลตำแหน่งช่างภาพโดยพฤติการณ์ อย่างถอนตัวไม่ขึ้น  มันเป็นคืนกลางฤดูหนาวที่ปกคลุมความคึกคักในสนามฟุตบอลประจำโรงเรียน ตึกแต่ละตึกกำลังตกแต่งสแตนด์เชียร์ ข้าพเจ้าถือวิสาสะของตำแหน่งช่างภาพโดยพฤติการณ์ เข้าไปถ่ายการทำงานของสีทุกสี สแตนด์ทุกสแตนด์ และแทบจะกล่าวได้ว่า มีโอกาศช่วยงานทุกสแตนด์ แม้ว่าเวลานั้นข้าพเจ้าอยู่สีม่วง และสแตนด์ของสีม่วงคืนนั้น มีทีท่าว่าจะไม่เสร็จก็ตาม

จากที่ข้าพเจ้าคิดว่าตัวข้าพเจ้าเองเป็นผู้ควบคุม เฝ้ามองการไหลเวียนของเหตุการณ์หนึ่งๆ กลับกลายเป็นว่าเหตุการณ์นั้นๆ เข้ามาจู่โจมบังคับให้ข้าพเจ้าต้องบันทึกจิตวิญญาณแห่งชั่วเวลานั้นไว้ทุกวินาที ข้าพเจ้าเกิดความคิดว่าหากไม่รีบเก็บวินาทีนั้นไว้ มันจะกลายเป็นเศษใบไม้ที่ร่วงหล่นทับถมบนพื้น และรอเวลาผุพังอย่างยากจะเยียวยา ภาพคนนอนกลางสนามฟุตบอลตอนกลางคืนระหว่างรอฝ่ายอาร์ตทำคัตเอ้าท์ ภาพคนตอกตะปูบนสแตนด์ ภาพขึงผ้าใบ ภาพเหล่านี้มีความพิเศษมากเกินกว่าจะปล่อยไว้ รอวันเป็นซากแห่งความทรงจำ

นั่นคงทำให้การถ่ายภาพของช่างภาพ ต่างจากการถ่ายภาพทั่วๆ ไป เจ้าหน้าที่พิทักษ์ทรัพย์ที่ถ่ายรูปบ้านที่จะอายัติ, นักท่องเที่ยวถ่ายรูปกับป้ายสถานที่ท่องเที่ยวเพื่อยืนยันการมาถึงของตนเอง, คนถ่ายภาพหมู่คู่วิวทิวทัศน์ การถ่ายภาพในบริบทเหล่านี้ กระทำเพียงเพื่อต้องการหลักฐานเพื่อใช้ประกอบข้อกล่างอ้างของตนในโอกาสต่างๆ เช่น การพูดคุยว่าได้ไปที่ใดที่หนึ่งมาแล้ว, การอ้างต่อศาลว่าได้พบทรัพย์ของลูกหนี้แล้ว แต่นั่นไม่ใช่แรงจูงใจของช่างภาพ ช่างภาพไม่ต้องการถ่ายภาพเพื่อให้ได้มาซึ่งหลักฐานใดๆ ช่างภาพถ่ายภาพด้วยความกลัว  กลัวว่ามุมมองที่ตนกำลังเห็นนั้นคลาดออกไปจากสายตา กลัวว่าบรรยากาศที่กำลังประสบนั้น จะระเหยไปเป็นความทรงจำอันบางเบา

เราจะมีชื่อเรียกตำแหน่งช่างภาพที่เหมาะสมอย่างอื่นใดอีก นอกจากตำแหน่ง “ผู้ต้องการทำให้ห้วงเวลาเป็นอมตะ”  เขาคือผู้ที่ต่อสู้กับนิรันดร์กาลแห่งการผ่านมาและจากไป

ถ้าอาการอาลัยการจากไป เป็นอาการป่วยอย่างหนึ่ง ช่างภาพย่อมกลายเป็นผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่สิ้นหวังจะเยียวยา

น่าเสียดายอย่างยิ่ง ที่บรรดารูปภาพที่ข้าพเจ้าถ่ายไว้ตั้งแต่ม. 5 ได้หายไปหมดแล้ว เนื่องจากปัญหาคอมพิวเตอร์หลายครั้งในรอบ 6 ปีที่ผ่านมา ความกลัวข้างต้นของข้าพเจ้า จึงไม่ได้รับการเยียวยา เพราะบัดนี้ ทุกอย่างในโรงเรียนเตรียมอุดมกลายเป็นร่องรอยอันบางเบาสำหรับข้าพเจ้าไปแล้ว รูปหายน่าจะเป็นฝันร้ายอย่างหนึ่งของช่างภาพทุกคน

ตอนนี้ข้าพเจ้าไม่ต้องพึ่งพา Finepix S5000 อีกต่อไป เพราะมี DSLR ของ Nikon แล้ว แต่ก็ไม่มีใครยักจะขาย Finepix ออกไป มันยังอยู่ในกระเป๋าใบเดิมที่ข้าพเจ้าใช้เมื่ออยู่ม. 5 และมันยังอยู่ที่เดิมที่ข้าพเจ้าเก็บไว้ครั้งสุดท้าย และบัดนี้ข้าพเจ้าก็จะเก็บมันไว้ที่เดิมอีก เพื่อรอวันขุดคุ้ยระลึกความหลังอีกครั้งในอีกหลายปีข้างหน้า ตามประสาคนป่วยอย่างข้าพเจ้า


One Comment on “กล้องเก่า: โปรดหลบทางให้คนป่วยแห่งกาลเวลา”

  1. น้องทัก พูดว่า:

    ผู้ต่อสู้กับนิรันดร์กาลแห่งการผ่านมาและจากไป
    เป็นศัพท์หรูมากๆ เห็นภาพดีด้วย ใครถามว่างานอดิเรกคืออะไรคราวหน้าจะได้ตอบว่าอย่างนี้
    อ่านแล้วเหมือนสำนวนใครสักคน ในหนังสือสักเล่ม เหอะๆ

    กล้องตัวแรกของผมเป็น k1000 นะ กล้องฟิล์มสมัยสงครามเวียดนาม
    ส่วนรูปแรก เจ๊ง เพราะฟิล์มม้วนแรกถ่ายไม่เป็น ใส่ฟิล์มไม่เป็น กำ – -”
    แต่ก็จำได้นะ ว่าไปอ่าวมะนาว และก็น้ำตก ที่ประจวบ

    ล่าสุดก็ไปไล่จับช่วงเวลาแห่งการเดินทางที่หัวลำโพงมา สนุกดี วันหลังไปด้วยกันไหมครับ?
    ผมเองก็กลัวว่าความงดงามในเวลาที่จับมาจะหายไปกับปัญหาคอมพิวเตอร์ รูปที่คิดว่าจะชอบก็เลยมักจะถ่ายด้วยฟิล์ม ก็กลัวว่าจะหายไปกับเชื้อราแทน 5555+

    หลายๆครั้งผมก็คิดว่า เราควรจะมีความสุขกับช่วงเวลาตรงหน้า และเก็บมันไว้เป็นฟิล์มบางๆ มากกว่าที่จะมาไล่จับมัน แล้วปวดร้าวเมื่อทำไม่สำเร็จ (วันก่อนไปดูฝนดาวตกเลยถ่ายมารูปเดียวเอง จะว่าไปก็แอบเสียดายนิดนึงนะ 5555+)


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s