พระหรรษาทานของคาร์ล ยุงและข้าพเจ้า

ช่วงนี้ข้าพเจ้ากำลังพยายามอ่านชีวประวัติของคาร์ล ยุง ข้าพเจ้าอ่านไปได้ถึงช่วงชีวิตวัยเรียนในมหาวิทยาลัยของนักจิตวิทยาผู้นี้ นอกจากจะเป็นเรื่องความรอบรู้เกินวัยของเขา ที่ทำให้ข้าพเจ้าแปลกใจ แต่เรื่องที่แปลกใจแก่ข้าพเจ้ายิ่งกว่าคือ ครึ่งหนึ่งของหน้ากระดาษที่บรรยายชีวิตวันเด็กของเขา กลับอุทิศให้กับประสบการณ์ที่เขามีต่อพระเจ้า คาร์ล ยุงในอายุไม่ถึง 10 ขวบผู้เป็นบุตรของบาทหลวง ครุ่นคิดถึงพระหรรษาทานที่พระเจ้ามอบให้กับเขาในห้วงความคิดหนึ่ง พร้อมวิพากษ์วิจารณ์พิธี การเรียนการสอนของคริสตจักรว่าฉาบฉวยและไม่อาจทำให้ผู้เข้ารีตศาสนาได้สัมผัสกับพระหรรษาทานนั้นอย่างแท้จริง ต่อมา คาร์ล ยุงในอายุประมาณ 20 ในขณะที่เป็นนักศึกษาแพทย์ ก็วิพากษ์วิจารณ์แนวคิดวัตถุนิยมแบบวิทยาศาสตร์ และเทววิทยาสมัยใหม่กับนักศึกษาเทววิทยาอย่างเผ็ดร้อน

ประเด็นที่ทำให้เรื่องนี้น่าแปลกใจคือทำไมคาร์ล ยุงจึงจริงจังและครุ่นคิดกับประสบการณ์เหนือผัสสะ ประสบการ์เชิงศาสนาตั้งแต่เด็ก หรือจะพูดให้ในภาพกว้างกว่านี้ ทำไมเรื่องศาสนาจึงกลายเป็นประเด็นใหญ่ในภูมิศาสตร์ทางความคิดของชาวยุโรป

ข้าพเจ้าพอจำได้ว่าตอนที่ข้าพเจ้าอายุ 10 ขวบ ข้าพเจ้าไม่ได้คิดถึงเรื่องศาสนาอย่างเป็นจริงเป็นจังเลย ตอนประถมข้าพเจ้าจำได้ว่ามีวิชาที่ชื่อว่าวิชา “จริยธรรม” สอนโดยอาจารย์พละคนหนึ่ง รูปแบบการสอนก็ล้วนเดิมๆ: เข้าไปในห้องพระประจำโรงเรียน กราบพระ กล่าวบทสวด นั่งพับเพียบเอาสมุดมาจดเลกเชอร์ของครู เนื้อหาให้เลกเชอร์เช่น พรหมวิหาร 4 มี 1 2 3 4, ต้นเหตุความทุกข์คือความอยาก, ควรมีความอ่อนโยนต่อข้าวของเครื่องใช้ ฯลฯ เป็นวิชาที่ข้าพเจ้ามีความสุขด้วยสาเหตุเดียวคือ เป็นวิชาเดียวที่ครูจะไม่เรียกนักเรียนให้ออกไปตอบคำถามที่ตอบไม่ได้แล้วโดนทำโทษ ส่วนเรื่องเนื้อหานั้น ข้าพเจ้าไม่ได้ใส่ใจเลย และหลายครั้งก็ไม่ได้จดตามเลกเชอร์ เพราะข้าพเจ้ารู้สึกมีความสุขที่จะนั่งแล้วคิดอะไรเรื่อยเปื่อยอยู่คนเดียวมากกว่ามานั่งฟังคำสอนสำเร็จรูปที่ข้าพเจ้าได้ยินซ้ำไปซ้ำมาเหล่านั้น

นอกจากคาบจริยธรรมสัปดาห์ละ 45 นาทีแล้ว ก็ไม่มีช่วงเวลาใดอีกในสัปดาห์นั้นที่ข้าพเจ้าพัวพันกับศาสนา วันอาทิตย์ก็ไม่ได้ฟังเทศน์ ตักบาตรตอนเช้าก็จะไม่ทำถ้าไม่ใช่วันสำคัญอะไร เกือบลืมไป มีช่วงหนึ่งที่ข้าพเจ้าสวดมนต์ก่อนนอน เป็นบทสวดยาว 4-5 บทที่มีอานิสงส์ต่างกัน อันหนึ่งบูชาพระรัตนไตร อันหนึ่งแผ่เมตตา อันหนึ่งสวดให้มีสติตื่นทันเมื่อมีภัยร้าย ฯลฯ ลักษณาการคล้ายคลึงกับการกินเม็ดยาหลากตำรับก่อนนอน แต่ทำแบบนั้นได้อยู่ 3-4 เดือนก็เหนื่อยแล้วเลิกไป

ข้าพเจ้ามั่นใจว่าข้าพเจ้าไม่ใช่คนเดียวที่มีประสบการณ์ทางศาสนาที่จืดชืดเช่นนี้ในวัยเด็ก ข้าพเจ้าเข้าใจว่าเด็กในประเทศไทยส่วนใหญ่สัมผัสกับศาสนาในมิติของหลักพฤติกรรมสำเร็จรูป และพิธีกรรมหลากหลาย ทุกอย่างเหมือนถูกบรรจุใส่ซองให้ทุกคนรับไปปฎิบัติตาม ถ้าทำได้ก็เท่ากับบรรลุผลทั้งหมดของศาสนา ความยุ่งยากทั้งมวลจะหายไป แต่ถ้าจะถามถึงประสบการณ์เหนือธรรมชาติ อันเป็น “พระหรรษาทาน” วิเศษอันได้จากศาสนานั้น เชื่อว่าไม่มีเด็กไทยผู้ใดได้ประสบ

ถ้าเรากลับไปยังจุดเริ่มต้นว่าเพราะเหตุใดจึงมีศาสนา คำตอบที่พื้นฐานที่สุดคือ เป็นที่พึงพิงทางจิตใจ แต่ทำไมจิตใจต้องมีที่พึงพิง ทำไมจิตใจของมนุษย์จึงอยู่ด้วยตนเองไม่ได้ คำถามนี้น่าจะทำให้กระจ่างได้ด้วยประสบการณ์ของการใช้ชีวิตของมนุษย์ที่เป็นที่ยุติร่วมกันว่า ในบางช่วงเวลามนุษย์รู้สึกไร้คุณค่า ไร้ตัวตน ปราศจากความหมายในชีวิต ดังนั้นจึงน่าจะเพียงพอที่จะบอกว่าจิตใจมนุษย์ไม่มั่นคงพอที่อยู่ตามลำพังของมัน

ประสบการณ์ทางศาสนาแบบที่คาร์ล ยุงประสบ กับแบบที่เด็กไทยประสบ ได้บรรลุวัตถุประสงค์การเป็นที่พึ่งทางใจจริงหรือไม่?

คาร์ล ยุงทำความรู้จักศาสนาคริสต์ผ่านทางประสบการณ์และความคิด ในหนังสือชีวประวัติ คาร์ล ยุงบรรยายว่าประสบการณ์ที่ได้รับถือว่าเป็นความสุขอย่างยิ่ง และรู้สึกเสียดายที่พ่อของตนเองที่เป็นบาทหลวง กลับไม่เคยสัมผัสถึงความรู้สึกเช่นนั้น เพราะมัวแต่อ่านพระคัมภีร์ และคำอธิบายจากนักเทววิทยาตายซาก

เด็กไทยทำความรู้จักศาสนาพุทธผ่านพิธีกรรมและหลักปฎิบัติ แต่ข้าพเจ้าคงจะประเมินในภาพรวมไม่ได้ เพราะข้าพเจ้าคงไม่หยั่งรู้ึความรู้สึกของเด็กไทยทั้งมวลไม่ได้ ดังนั้นจึงขอยกประสบการณ์ของข้าพเจ้ามาแทน

ตอนอายุประมาณ 10 ขวบ เป็นช่วงเวลาหนึ่งที่ข้าพเจ้ายืนอยู่ในห้องครัว อยู่ดีๆ ก็มีความคิดว่าหากตายไปแล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับข้าพเจ้า ร่างกายของข้าพเจ้าคงสูญสลายไปรวมกับธุลีนับล้านที่ล่องลอยในจักรวาล ทุกอย่างย่อมสุญสลายไปและไม่มีอะไรอีก ไม่มีพ่อแม่ ไม่มีบ้าน ไม่มีคนที่รู้จัก ไม่มีของที่คุ้นเคย ไม่มีแม้แต่ความรู้สึกใดๆ ทุกอย่างสูญเปล่า ต้องอยู่ในห้วงพื้นที่อันไร้ความใยดีต่อทุกสรรพสิ่งตลอดไปไม่มีสิ้นสุด ไม่วันหวนหลับมา ข้าพเจ้าตกใจกับความคิดนั้นเป็นอย่างยิ่ง น่ากลัวเกินกว่าจะคิดซ้ำใหม่ได้ และพยายามไม่ให้ความคิดนั้นกลับมาอีก บทสวดมนต์ทุกบทไม่ทำให้ข้าพเจ้าทำใจยอมรับข้อเท็จจริงนั้นได้ ศีล 5 พรหมวิหาร 4 ทศพิธราชธรรม ฯลฯ ก็ไม่ทำให้ทุกอย่างดีขึ้น ดังนั้น จากการประเมินโดยประสบการณ์ส่วนตัว ศาสนาพุทธแบบที่สอนในโรงเรียนไม่ช่วยให้ข้าพเจ้าผ่านพ้นประสบการณ์การประจันหน้าเป็นครั้งแรกกับความไร้แก่นสารของตัวตนมนุษย์ของข้าพเจ้าเลย

ปัญหาทางจิตวิญญาณถูกจี้จุดอีกครั้งตอนที่ข้าพเจ้าเรียนชั้นมัธยมต้นและได้อ่านหนังสือศาสนาพุทธลัทธิธยาน (เซน) ที่ชื่อว่าสูตรเว่ยหล่าง โดยเฉพาะการต่อกลอนระหว่างชินเชากับเว่ยหล่างที่โด่งดัง ดังนี้

ชินเชา : กายของเราคือต้นโพธิ์ ใจของเราคือกระจกเงาอันใส เราเช็ดมันโดยระมัดระวังทุกๆ ชั่วโมง และไม่ยอมให้ฝั่นละอองจับ
เว่ยหล่าง : ไม่มีต้นโพธิ์ ทั้งไม่มีกระจกเงาใสสะอาด เมื่อทุกสิ่งว่างเปล่าแล้ว ฝุ่นจะลงจับอะไร?

นี่เป็นประสบการณ์ที่ข้าพเจ้าคิดว่าน่าจะใกล้เคียงกับพระหรรษาทานของคาร์ล ยุง ที่ข้าพเจ้าได้สัมผัสในศาสนาพุทธ ในช่วงวัยที่ต่างกันเล็กน้อย ความคิดของลัทธิเซน สามารถให้คำตอบแก่ความคิดอันน่าสะพรึงที่อยู่ดีๆ ก็แทรกมานั้นได้ ร่างกายอาตมันไม่ได้มีอยู่แล้วรอวันสูญสลายเมื่อตาย เพราะแท้ที่จริงมันไม่เคยมีอยู่แล้วตั้งแต่ต้น มีเพียงแต่อุปทานหมายรู้ของการมีอยู่ ที่จะสิ้นสุดไปเมื่อตาย ความเชื่อนี้ถูกขันน็อตให้หนักแน่นยิ่งขึ้นเมื่อข้าพเจ้าได้รู้จักแนวคิดจิตวิทยาของณาคส์ ลาคอง ที่ชี้ชัดว่าจิตสำนึกของการมีตัวตนเป็นเอกเทศหน่วยหนึ่ง ไม่ได้ติดมาแต่กำเนิด แต่มาจากการเรียนรู้ภาษา ซึ่งเมื่อย้อนกลับไปอ่านปรัชญาของลัทธิเซน ก็พบว่าประเด็นสำคัญคือการก้าวข้ามความคิดที่ถูกจำกัดโดยภาษา เซนจึงถูกถ่ายทอดผ่านการกระทำอันเคลือบคลุม, จิต

ณ เวลานั้นข้าพเจ้าจึงมีความรู้สึกคล้ายกับที่คาร์ล ยุงรู้สึกคือ เสียดายผู้ที่อยู่ในวงการศาสนาพุทธหลายคนที่ยังยึดติดกับการสะสมพระเครื่อง สวดมนต์ ท่องพระไตรปิฎก โดยไม่มาใส่ใจกับประสบการณ์พิเศษที่เกิดจากการค้นพบความกระจ่างทางจิตวิญญาณ

เหตุการณ์ครั้งนั้นมีความสำคัญต่อความคิดเกี่ยวกับศาสนาของข้าพเจ้า เพราะมันทำให้ข้าพเจ้าในอายุ 20 กล้าประกาศอย่างภูมิใจว่านับถือศาสนาพุทธ โดยไม่ต้องเกรงกลัวว่าจะถูกมองว่าเฉิ่มเชย ไม่มีเหตุผล ไม่เป็นวิทยาศาสตร์

ข้าพเจ้าได้ไอเดียใหม่แล้ว ข้าพเจ้าคิดว่าจะเขียนอัตชีวประวัติแข่งกับคาร์ล ยุงดีกว่า


2 ความเห็น on “พระหรรษาทานของคาร์ล ยุงและข้าพเจ้า”

  1. อ้น พูดว่า:

    รู้สึกปลาบปลื้มครับ ที่ได้รู้จักคุณคนเขียน
    อยากสนทนาด้วยครับ
    ตอนนี้ The Red Book หรือสมุดปกแดงของคาร์ล ยุง
    ออกมาแล้วครับ หลังจากถูกเก็บตายไว้ 80 ปี
    ในนั้นเป็นประสบการณ์ในการเผชิญหน้ากับจิตใต้สำนักของยุง
    เสียดายที่ประเทศไทยไม่ค่อยมีใครรู้จัก คงหาร้านที่สั่งเข้ามายาก
    แต่ลองเข้าไปหาใน youtube.com นะครับ ค้นว่า
    The Red Book Jung จะเจอหลายๆวิดีโอที่น่าสนใจครับ ^_^

  2. นิรนาม พูดว่า:

    อาจารย์ให้เคยอ่านหนังสือของยุงเรื่อง ความทรงจำ ความฝัน ความคิดคำนึง
    อ่านแล้วความคิดเรื่องศาสนาเปลี่ยนไปเยอะเลย


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s