คอนเสิร์ตลิปตา: การวิเคราะห์โดยปรับปรนกับวัฒนธรรมมวลชนศึกษา (Popular culture studies)

ต่อไปนี้เป็นเหตุการณ์ที่ไม่มีใครบันทึกภาพไว้: ณ หอประชุมธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ วันที่ 9 มกราคม 2553 เวลาประมาณสามทุ่มถึงสี่ทุ่ม ซึ่งเป็นเวลาระหว่างที่มีคอนเสิร์ตการกุศล ในช่วงนั้นเป็นเวลาแสดงของวงลิปตา นักร้องนำอ้างว่าไม่ได้เตรียมลำดับเพลงที่จะเล่น ขอให้แฟนเพลงช่วยเืลือก ซึ่งแฟนเพลงก็เลือกเพลงเกาหลีจำนวนหนึ่ง บรรยากาศในหอประชุมเริ่มครึกครื้นจนวงตัดสินเล่นเพลงชุดคุ้นหูของเบิร์ด ธงไชย และอื่นๆ ทำให้คนดูลุกขึ้นมาเต้นทีละแถวสองแถว พร้อมร้องไปกับนักร้อง จนท้ายที่สุดเสียงร้องของคนดูก็ดังกลบเสียงของนักร้องนำ

บทความนี้ต้องการใ้ช้ตัวอย่างที่วิเศษนี้ เพื่อจุดประสงค์ 2 อย่างคือให้เหตุผลแก่ข้ออ้างที่ว่า การเปิดพื้นที่การแสดง (performance) ให้ผู้ชมมีส่วนร่วมเป็นเรื่องปรกติของวัฒนธรรมมวลชนและวัฒนธรรมไทย และให้เหตุผลว่าการกระทำเ่่ช่นนี้มีความสำคัญต่อการพัฒนาพื้นที่เปิดทางการเมือง

1. การแสดงแบบเปิดกับวัฒนธรรมมวลชนและวัฒนธรรมไทย

การแสดงเพิ่งก่อร่างสร้างตัวเป็นศิลปะอีกแขนงในตัวมันเองมาได้ไม่นานนัก ในอดีต การแสดงไม่่ได้เป็นศิลปะในตัวมันเอง หากแต่เป็นตัวนำพาความคิดของผู้ประพันธ์มาสู่ผู้ชม ด้วยเหตุนี้การแสดงในอดีตจึงมีข้อคำนึงพิเศษเกี่ยวกับเจตนาผู้ประพันธ์ ผู้แสดงที่ตีความเจตนาพลาด หรือส่งเจตนาไม่ครบถ้วนย่อมถูกตำหนิติเนียน แต่ปัจจุบัน ผู้แสดงจะไม่ถูกตำหนิด้วยเหตุผลเดิมๆ ในทางตรงกันข้าม การแสดง โดยเฉพาะในส่วนของวัฒนธรรมมวลชน ได้กลายเป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้นำเสนอการตีความชิ้นงานเดิมๆ ใหม่โดยไม่ต้องคำนึงถึงเจตนารมย์ดั้งเดิม สาเหตุที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากวัฒนธรรมมวลชนเรียกร้องความเป็นมาตรฐาน เข้าถึงง่ายกับทุกคน และไม่มีวิธีใดที่จะให้ศิลปะบรรลุเป้าหมายนี้ได้ดีเท่าการแสดงสด

ทางเลือกของศิลปินในการตอบโจทย์ข้อนี้มีหลากหลาย เช่น การแปลงชิ้นงานให้เข้าถึงจริตของคนส่วนใหญ่, การนำเสนอแต่ชิ้นงานที่อยู่ในความรับรู้ของคนส่วนใหญ่อยู่แล้ว รวมถึงการเื้ชื้อเชิญให้คนส่วนใหญ่มาร่วมอยู่ในการแสดงเพื่อร่วมกับตีความชิ้นงานหนึ่งๆ จุดนี้จึงทำให้การแสดงของวัฒนธรรมมวลนแยกเด็ดขาดออกจากรูปแบบการแสดงที่เน้นความสามารถ เช่น การแสดงโยนลูกบอล โยนขวดสลับไปมาไม่ให้หล่นลงพื้น ซึ่งเป็นการแสดงเชิงปิด คือ ผู้ชมไม่มีโอกาสในทุกกรณี เพื่อร่วมอยู่ในการแสดงแล้วทำการสนทนาต่อรองความหมายของชิ้นงานระหว่างผู้แสดงและผู้ชม จึงเป็นการแสดงที่อยู่นอกประเด็นของบทความนี้ และไม่ควรเอามาปะปนกัน แต่มีข้อสังเกตเล็กน้อยคือ การแสดงที่เน้นความสามารถเป็นเครื่องมือในการสร้างตัวตนให้แตกต่างไปจากมวลชน เพราะสิ่งที่ถูกแสดงมักจะมีความก้าวหน้า หรือแปลกแยกไปจากความรับรู้ของมวลชนส่วนใหญ่ จนไม่เปิดโอกาสการตีความจากภายนอกโดยปริยาย

แต่ทำไมการแสดงวัฒนธรรมมวลชนโดยใช้วิธี “เปิด” พื้นที่ให้ผู้ชมหมู่มากเข้ามาอยู่ในการแสดง จึงเป็นวิธีที่คู่ควรกับวัฒนธรรมมวลชน? คำตอบแรกคือ เป็นวิธีที่ชัดเจนที่สุด และเป็นรูปธรรมที่สุดในการเข้าถึงอารมณ์ของมวลชน คำตอบที่สองคือ สอดคล้องกับวัฒนธรรมการเล่นเพลงไทยดั้งเดิม เพราะการแสดงสามารถถูกรบกวนโดยผู้ชมได้ทุกเวลา เช่นการร่วมรำ เคาะจังหวะ ฯลฯ ซึ่งจะไม่ถือว่าเป็นความผิด แต่ในทางตรงกันข้ามกลับเป็นเรื่องดี เพราะจะทำให้การแสดงสนุกมากขึ้น แต่ในประเทศแถบยุโรป การรบกวนหรือแม้แต่การจามระหว่างการแสดงจะถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง เพราะเป็นการรบกวนสมาธิของผู้แสดง (จากตัวอย่างนี้ จะเห็นค่านิยมที่ตัดกันชัดเจนระหว่าง Performer-oriented ของยุโรป และ Audience-oriented ของไทย)

แต่เหนืออื่นใดคือ การเปิดโอกาสให้ผู้ชมมีส่วนร่วมในการแสดง ย่อมเป็นการตอกย้ำความแพร่หลายของวัฒนธรรมมวลชนนั้นเอง เพราะหากชิ้นงานนั้นขาดความแพร่หลาย ย่อมมีผู้ยินยอมจะมีส่วนร่วมในการแสดงดังกล่าวน้อยลง

2. การแสดงแบบเปิดกับพื้นที่ทางการเมือง

การแสดงของลิปตาในคืนนั้นมีเหตุการณ์น่าประหลาดบางอย่าง เมื่อถึงจุดหนึ่งของการแสดงที่มีความครึกคื้นอัดแน่นอยู่เต็มหอประชุม ทันทีก็เหมือนมีฉันทามติเงียบๆ ระหว่างผู้ชมและผู้แสดงว่า ขณะนี้ผู้ชมร่วมร้อยคนกำลังเป็นผู้แสดง ณ ที่นี้ ขอให้นักร้องอยู่เงียบๆ สักครู่ ส่วนนักดนตรีคนอื่นๆ บนเวทีขอให้เล่นต่อไปเพราะไม่มีใครเล่นแทนได้ นี่คือภาพการส่งมอบอำนาจในระดับพื้นที่ย่อยๆ ที่รวดเร็ว ชัดเจนและรู้สึกได้ ผู้ชมที่เป็นมวลชนจึงมีอำนาจเท่ากับผู้แสดงบนเวที ซึ่งเหตุการณ์นี้จะไม่เกิดขึ้นในการแสดงในแถบยุโรปที่มีแนวคิดยึดผู้แสดงเป็นหลัก

ข้าพเจ้าคงไม่กล่าวว่าการเปิดพื้นที่ให้คนทั่วไปมีส่วนร่วมในการแสดง จะลดโอกาสการก่อตั้งศักดินาทางดนตรีขึ้น เพราะเป็นเรื่องที่ข้าพเจ้าไม่ทราบและไม่มีหลักฐานที่จะอ้างเช่นนั้น

แต่ที่น่าจะอ้างได้คือการแสดงในลักษณะนี้ช่วยเติมเต็มจินตนาการและความคาดหวังเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมในพื้นที่สาธารณะของมวลชน เพราะในประเทศนี้ พื้นที่สาธารณะแทบทุกพื้นที่มักสุ่มเสี่ยงที่จะถูกควบคุมอย่างไม่เป็นธรรม เช่น พิมพ์ื่ชื่อหนังเรื่องนี้ไม่ได้ ดูฉากแบบนี้ในโรงหนังไม่ได้ ยังไม่นับรวมมาเฟียในพื้นที่สาธารณะต่างๆ ที่ทำให้คนไทยรู้สึกว่าตนไม่ได้เป็นเจ้าเข้าเจ้าของพื้นที่นั้นร่วมกันอย่างแท้จริง

มีแต่เวทีแสดงดนตรีที่ไม่มีคนร้องเท่านั้น ที่ดูเหมือนจะสอดแทรกตนเองเข้าไปในพื้นที่สาธารณะนี้ได้ตามปรารถนา การแสดงของลิปตาสำหรับข้าพเจ้าจึงไม่ได้น่าตื่นตาตื่นใจเพราะความบันเทิง แต่น่าตื่นตาเพราะพลังความหมายแฝงเกี่ยวกับอำนาจสาธารณะที่ฝังแฝงอยู่

ดังนั้น ย่อมปฎิเสธไม่ได้ว่าคอนเสิร์ตของลิปตาประสบความสำเร็จอย่างยิ่งในการแสดงงานที่เป็นวัฒนธรรมมวลชน ทั้งยังประสบความสำเร็จในแง่ที่ว่ามันช่วยเติมเต็มความหวังของการมีส่วนร่วมในพื้นที่สาธารณะของคนไทยที่นับวันจะเหลือน้อยลงทุกที

ไม่ยุติธรรมหากจะเปรียบเทียบการแสดงในลักษณะนี้ กับการแสดงแนวอื่นๆ เช่น แนวแสดงความสามารถ เพราะแต่ละอย่างนอกจากจะมีคุณสมบัติที่ต่างกัน ก็ยังมีจุดประสงค์ที่ต่างกันอีกด้วย การฝ่าฝืนข้อพิจารณานี้ ย่อมไร้สาระพอๆ กับกล่าวว่ากล้องถ่ายรูปดีกว่าแปรงสีฟัน เพราะกล้องถ่ายรูปถ่ายภาพได้ แปรงสีฟันถ่ายภาพไม่ได้ เป็นต้น



ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s