แสง กลและความจริง

ข้าพเจ้ารู้จักชื่อ Wim Wenders นานมาแล้วในหนังสือของสำนักพิมพ์ open  แต่ชะรอยเพิ่งได้ดูหนังของเขาเมื่อไม่กี่สัปดาห์มานี้ 2 เรื่อง คือ Bad Lieutenant และ A Trick of Light เรื่องแรกเกี่ยวกับตำรวจที่ติดยาเพราะยาที่แพทย์สั่งจนต้องหลวมตัวเข้าไปพัวพันกับธุรกิจมืด แต่โชคดีที่ดีเหลือเชื่อก็นำพาให้เขารอดวิกฤติมาได้ทุกครั้ง เรื่องหลังเป็นเรื่องที่ข้าพเจ้าต้องการเขียนถึงวันนี้ เพราะมันสำคัญเกินกว่าจะปล่อยให้ข้าพเจ้าลืมไปได้

A Trick of Light เป็นงานกึ่งสารคดีฉายภาพชีวิตของพี่น้อง Skladanowsky ชาวเยอรมันผู้คิดค้นวิธีฉายภาพเคลื่อนไหวขนาดใหญ่ด้วยแสง ที่ประดิษฐกรรมของเขาถูกบดบังรัศมีโดยเครื่องฉายแสงที่ทรงประสิทธิภาพมากกว่าของสองพี่น้อง Lumière หลังจากที่พี่น้อง Skladanowsky เพิ่งเปิดตัวสิ่งประดิษฐ์ของตัวเองไป 27 วัน

วิธีฉายภาพของ Skladanowsky คือแตก footage ออกเป็น 2 ม้วน ม้วนละ 20 ภาพ และฉายสลับภาพต่อภาพผ่าน projector สองตา เมื่อฟิลม์ม้วนนึงกำลังจะเปลี่ยนภาพ ม่านหน้า projector ที่กำลังฉายฟิลม์ม้วนนั้นจะถูกปิด และเปิดม่าน projector อีกข้างที่ได้เปลี่ยนภาพไปก่อนหน้านั้นแล้ว projector สองตาจึงเป็นที่มาของชื่อ Bioscope ที่ไม่เกี่ยวอะไรกับนิตยสารหนัง

เพราะ Bioscope ฉายม้วนฟิล์มได้ไม่ยาว เนื้อหาของ footage ของพี่น้อง Skladowsky จึงเป็นภาพคนเต้นแร้งเต้นกา ชกมวยไปมา ต่างจากประดิษฐกรรมของพี่น้อง Lumière เพราะเครื่อง “Cinématographe” ของเขาฉายภาพต่อเนื่องได้ยาวเป็นนาที จะเอาฟิล์มไปถ่ายภาพคนเดินออกจากโรงงาน, รถไฟถึงชานชาลา, หรือบรรยากาศแถวลานอเนกประสงค์ที่ไหนก็ได้

แต่ที่น่าสนใจกว่าใน A Trick of Light คือทัศนคติเกี่ยวกับหนังจากปากคำของลูกสาวของ Maximillian Skladanowsky พยานชั้นต้นที่รู้เห็นขั้นตอนการคิดค้นเครื่อง Bioscope

เธอเริ่มจากอธิบายการแสดงโชว์แสงในสมัยก่อน ที่ใช้ภาพวาด มือจับภาพเลื่อนไปมา พร้อมคนบรรยายประกอบ ที่ดูแล้วน่าเบื่อไม่สมจริงสำหรับเธอ จนเมื่อวันหนึ่งลุงของเธอต้องไปเล่นละครตลกต่างถิ่น Max Skladanowsky จึงจัดแจงถ่าย footage ลุงของเธอเต้นแรงเต้นกาบนดาดฟ้า โดยไม่รู้ว่าจะฉายยังไงให้สมจริงถูกใจเธอ จนท้ายที่สุดก็ได้เครื่อง Bioscope มาช่วยปลุกลุงของเธอที่อยู่ในม้วนฟิล์มให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งผ่านจอขนาดใหญ่

มีมโนทัศน์สำคัญที่ออกมาจากปากพยานท่านนี้: “ความสมจริง”

ถ้าจะสรุปจากคำพูดของพยานท่านนี้อย่างเดียว ก็ต้องบอกว่าหนังมีเป้าหมายอยู่ที่การสร้างความสมจริง ข้ออ้างนี้มีข้อสนับสนุนคือการที่ Cinématographe เป็นที่นิยมมากกว่า Bioscope เพราะเครื่อง Cinématographe ฉายภาพได้นานกว่า ความถี่ของภาพมากกว่า จึงสมจริงกว่า บทพูดของพี่น้อง Skladanowsky ใน A Trick of Light ยังสนับสนุนข้ออ้างนี้เพิ่มอีกด้วยการบอกว่า ไม่เป็นไร ยังมีเรื่องการทำภาพสี ทำหนังสามมิติ เหลือให้คิดค้นต่อ

ในฝั่งทฤษฎี ความสมจริงในหนังยังเป็นประเด็นสำคัญในงานเขียนของ André Bazin เขาแยกหนังออกเป็นสองประเภทคือหนังที่เน้นการตัดต่ิอ กับหนังที่เน้นฉายภาพต่อเนื่อง เพื่อจุดประสงค์เชิดชูอย่างหลัง และตอกสับอย่างแรก ทำไมหนังฉายภาพต่อเนื่องถึงสำคัญที่สุดในสายตาของ Bazin คำตอบคือ เพราะ style แบบนี้ใช้ประโยชน์จากสื่อหนังอย่างเต็มที่เพื่อดึงเอาความจริงและประสบการณ์ออกมามากที่สุด นี่คือความเคลื่อนไหวสู่ความ ‘สมจริง’ ของหนังในฝั่งทฤษฎี

แต่ท้ายที่สุด เราก็มีหนังสามมิติขนาดยาวให้ดูจนได้ แม้จะไม่ได้มาจากความคิดของ Skladanowsky (แต่กลไกเทคโนโลยี Active Shutter ที่ใช้ฉายหนัง 3D ก็คล้ายกับ Bioscope มาก) เราต้องกลับไปถามดั้งเดิมที่ว่า 3D ช่วยให้เราได้ความ ‘สมจริง’ ของหนังหรือไม่

ถ้าเราบอกว่าหนังเรื่อง Avatar สมจริงเพราะภาพมีมิติ นั่นจะทำให้ Bazin เองมีปัญหา เพราะจะมีปัญหาเชิงนิยามตามมาอีกว่าดินแดนแพนดอร่าสุดวิจิตรอลังการมันจะดู ‘จริง’ ได้อย่างไร

นี่เป็นเหตุผลที่ข้าพเจ้าต้องขอตัด Animation ออกไปจากการวิเคราะห์หนังก่อน เพราะ Animation เริ่มต้นชีวิตของมันจากการสร้างเหตุการณ์ บิดเบือนความจริง เครื่องมือที่ใช้ถ่ายทำก็ไม่ใช่แบบเดียวกับวงการหนัง

ตัด Animation ออกไปแล้ว แต่คำถามเดิมยังอยู่ และข้าพเจ้าก็คิดว่าคำถามนี้ยังตอบไม่ได้ เพราะหนังที่ฉายเป็น 3D ส่วนใหญ่ เป็น Animation หรือกึ่ง Animation  ต้องรอให้มีนายทุนทดลองนำหนัง art house สักเรื่องเป็น format สามมิติ ถ่ายภาพทะเล ป่าไม้แบบ long-shot เพื่อดูว่าจะสมจริง สุดยอดแห่งพัฒนาการของสื่อหนังหรือไม่

แต่ข้าพเจ้าจะไม่รอให้มีเหตุการณ์นั้น เพราะไม่ว่ายัง ข้าพเจ้าก็ไม่เห็นด้วยว่าหนังควรมุ่งไปสู่ความสมจริงในท้ายที่สุด

ความสำเร็จของ Cinématographe เหนือ Bioscope น่าจะมาจากกลไกพื้นฐานที่สามารถต่อยอดมาได้ถึงเทคโนโลยีการฉายปัจจุบัน ความมหัศจรรย์ของมันจึงขึ้นอยู่กับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่สามารถทำซ้ำ ต่อเสริมได้ ซึ่งนั้นไม่ได้หมายความว่านี่คือการประกาศศักดาของ footage ถนนหนทาง รถไฟ เหนือภาพเคลื่อนไหวที่เป็นคนเต้นแร้งเต้นกา เพราะเรื่องราวทั้งหมดดูแล้วเหมือนจะเป็น showcase ทางเทคโนโลยี มากกว่าเป็นเรื่องพัฒนาการทาง style ภาพยนตร์

ในด้านทฤษฎี ข้าพเจ้าก็ไม่เห็นด้วยกับ Bazin เพราะดูเหมือนเขาตั้งความคิดเห็นมาจากพัฒนาการของการฉายหนังในฝรั่งเศสล้วนๆ เนื่องจาก footage แรกที่มีลักษณะ long-shot ฉายภาพความจริงทั่วไปอย่างไม่บิดเบือนตามสเปคของ Bazin ก็เกิดครั้งแรกในฝรั่งเศสโดยพี่น้อง Lumière นั่นเอง  และชาติแรกที่ฉายหนัง long-shot ให้คนดูได้ ก็ฝรั่งเศสอีกเช่นกัน ความคิดของ Bazin จึงน่าจะอิงมาจากปัจจัยทางเทคโนโลยีในประเทศฝรั่งเศส

ทำไม Bazin ต้องเอาภูมิหลังทางเทคโนโลยีและ style การถ่ายภาพของคนฝรั่งเศส มาเป็นภารกิจหลักของสื่อหนังทั้งมวล? ทำไมต้องปะปนเอา style การถ่ายภาพของแต่ละคนมาผูกกับธรรมชาติของตัวสื่อ?

ไม่จำเป็นที่หนังทุกอย่างต้อง ‘สมจริง’ ในแง่ขับเน้นบรรยากาศ ขับเน้นอารมณ์ด้วย long-shot เอื่อยๆ พี่น้อง Skladanowsky ไม่เกี่ยงที่จะให้หนังเรื่องแรกๆ เป็นภาพคนเต้นแร้งเต้นกา ภาพชกมวยสุดตลกขบขัน พี่น้อง Lumière ก็ไม่เกี่ยงที่จะถ่ายหนังตลกว่าด้วยคนรดน้ำต้นไม้ ที่ถูกผู้ช่วยอีกคนแกล้ง การ cut shot แบบรัสเซียก็ยิ่งทำให้การเล่าเรื่องราวน่าสนใจและหลากหลายยิ่งขึ้น เหล่านี้เป็นศักยภาพที่สื่อหนังสามารถทำได้ ไม่มีเหตุผลที่ต้องดูถูกเหยียดหยามเทคนิกแบบนี้

ประเด็นเรื่องความจริง กับภาพยนตร์ ยังมีหัวข้อถกเถียงเกินไปจากนี้มาก ซึ่งข้าพเจ้าไม่ขอพูดถึงเพราะต้องการนอนหลับตอนเช้าสักพัก



ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s