ดราม่าวิจักษณ์: ข้อคิดเห็นบางประการต่อกรณีคุณคานทอง และคุณขุนกำแหง

ปรกติแล้ว เรื่องคนทะเลาะกันในเน็ตไม่ควรจะเป็นประเด็นซับซ้อนมากนัก และส่วนใหญ่จะออกไปในแนวทางไร้สาระแต่อ่านสนุกดูดเวลาทำงานทำการมากกว่า แต่เรื่องคนทะเลาะเรื่องหนึ่ง [ลิงค์] กลับมีเนื้อหาที่เรียบง่ายแต่แฝงความซับซ้อนไว้อย่างไม่น่าเชื่อ จนข้าพเจ้าไม่อาจอยู่นิ่งเฉยได้อีก

ดราม่าเรื่องนี้เริ่มจากคนตั้งกระทู้โพสคลิปการทำงานของทหารภาคใต้ เพื่อชักชวนให้วัยรุ่นสนใจทำงานทหารมากขึ้น แต่มีคนหนึ่งแย้งทัศนคติของคนตั้งกระทู้อย่างฉับพลัน อ้างว่าการส่งทหารไปรบเป็นการแก้ปัญหาปลายเหตุ ทางที่ดีต้องทำให้ไม่เกิดความรุนแรง จึงไม่ควรให้มีทหาร และส่งโจรไปโรงพยาบาลศรีธัญญาแทน

ข้อถกเถียงนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับลัทธิสันติภาพ (Pacifism) การตอบโต้ระหว่างเจ้าของกระทู้และผู้คัดค้าน ทำให้เห็นประเด็นสำคัญว่าด้วยเนื้อหา จุดอ่อน และข้อต่อสู้ของประเด็นต่างๆ ในลัทธินี้

1. ว่าด้วยจุดยืนของผู้คัดค้าน (คุณคานทอง)

จากความคิดที่ 3 คุณคานทองออกตัวว่าเกลียดความรุนแรง และรักสงบ และดูเหมือนว่าจะต้านความรุนแรงในทุกกรณี ไม่เว้นแม้แต่ความรุนแรงที่เกิดจากการปกป้องชีวิตพลเรือน

แนวคิดต่อต้านความรุนแรงเป็นเส้นเลือดใหญ่ของลัทธิสันติภาพทุกสำนัก และสามารถสืบย้อนที่มาได้จากคำสอนทางศาสนาเช่น ศาสนาพุทธ (อหิงสา) ศาสนาคริสต์ (บุคคลผู้ใดสร้างสันติ ผู้นั้นเป็นสุข [มัทธิว: 5])

แต่ไม่ใช่ลัทธิสันติภาพทุกสำนัก ที่จะถือเคร่งครัดว่าการก่อความรุนแรงทุกกรณีเป็นเรื่องที่ไม่ชอบธรรมโดยสิ้นเชิง เพราะ ลัทธิสันติภาพบางสำนัก ก็สนับสนุนการใช้ความรุนแรงถ้าการใช้ความรุนแรงนั้นมีกระบวนการโดยชอบ และ/หรือ จะนำไปสู่ผลที่ชอบธรรม ตัวอย่างเช่น ไอน์สไตน์สนับสนุนให้ทำสงครามกับรัฐบาลนาซี โดยที่ยังอ้างว่าตัวเองรักสันติได้ เนื่องจากการก่อสงครามนั้นมีเหตุผลอันชอบธรรมที่จะนำไปสู่ความสันติในระยะยาว

คุณคานทองจึงเป็นมีความคิดในกลุ่มลัทธิสันติภาพ สำนักเคร่งครัด (Absolute pacifism) เพราะการพูดถึงทหาร และความรุนแรงในทุกกรณีนั้นจะทำให้เธอหงุดหงิดไม่ชอบใจ

มีข้อกังขาที่เกี่ยวกับความมั่นคงของจุดยืนของคุณคานทองที่ข้าพเจ้าจะกล่าวข้างล่าง แต่ก่อนอื่น ขอให้ความเห็นบางอย่างเกี่ยวกับตัวความคิดของลัทธิสันติภาพ สำนักเคร่งครัด

Absolute pacifism เป็นความคิดที่หาจุดสนับสนุนได้ยากที่สุดในบรรดาสำนักสันติภาพทั้งหมด เพราะเป็นสภาวะที่ขัดแย้งกับการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิตโดยธรรมชาติ ที่จะอยู่รอดด้วยการอาศัยผลประโยชน์จากสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม นอกจากนี้สันติภาพในความหมายเคร่งครัด ยังอาจหมายถึงการยอมจำนนต่อการถูกทำร้ายโดยไม่ตอบโต้ในทุกกรณี ซึ่งแม้สภาวะนั้นจะไม่เกิดการต่อสู้ แต่ก็เป็นสภาวะที่ไม่เป็นธรรม (เช่น คนบริสุทธิ์ถูกทำร้ายโดยโจรใต้โดยรัฐไม่ตอบโต้ทุกกรณี) สันติภาพที่ไม่เป็นธรรมอันเกิดจากการถูกกระทำฝ่ายเดียว ย่อมเป็นสันติภาพที่ไม่ยั่งยืนและที่สำคัญคือ เป็นสันติภาพที่ไม่กำจัดความรุนแรง เพราะอีกฝ่ายยังใช้ความรุนแรงได้ตลอดเวลาแม้เราจะงดเว้นจากการใช้ความรุนแรงแล้วก็ตาม

กลับมามองที่คุณคานทอง ข้าพเจ้าพบว่าคุณคานทองเองก็ยังสับสนในความหมายของคำว่า “ความรุนแรง” ที่ตนเองกำลังต่อต้านอยู่

หากจะตอบว่าสภาวะความรุนแรงคืออะไร ก็ควรเริ่มจากดูนิยามของคำว่า “สันติภาพ” เสียก่อน คุณคานทองมองว่าสันติภาพคือสภาวะที่ทุกคนมีจิตใจดี ไม่อยากใช้ความรุนแรง ไม่มีการใช้กำลังทหารทุกกรณี ดังความเห็นต่อไปนี้

นิยามของสันติภาพของคุณคานทอง เป็นนิยามในเชิงงดเว้นการกระทำ เพื่อคงสภาวะความสมดุลไว้  นี่ไม่ใช่นิยามสันติภาพแบบเดียวที่มีอยู่ในวิวาทะลัทธิสันติภาพ ยังมีนิยามสันติภาพเชิงกระทำ (Positive) ที่มุ่งเน้นการใช้สิทธิ-หน้าที่พลเมืองโดยชอบ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ทำให้เกิดสันติในระยะยาว อย่างมหาตมะ คานธี ก็ถือนิยามสันติภาพเชิงกระทำนี้ในการดำเนินกิจกรรมทางการเมือง

แต่ไม่ว่าอย่างไร ในการวิเคราะห์จุดยืนของคุณคานทอง ข้าพเจ้าขอถือเป็นหลักว่า นิยามของสันติภาพคือภาวะงดเว้นการกระทำ การมีจิตใจดี

มีปัญหาว่า การจับคนร้ายเข้าโรงพยาบาลโรคจิตเป็น “ความรุนแรง” ที่คุณคานทองกำลังต่อต้านหรือไม่ เนื่องจากการด่าใครว่าโรคจิต ย่อมเกิดจากการเกลียดชัง ทำให้ความสัมพันธ์ของมนุษยภาพไม่สมดุล การจับโจรใต้ส่งโรงพยาบาลศรีธัญญาให้หมด ก็ย่อมมาจากจิตที่อยากกำจัดบุคคลที่เราไม่ชอบ ให้ออกไปนอกพื้นที่การรับรู้ให้พ้นหูพ้นตา แบบเดียวกับการจับหมาจรจัดให้ไปโรงเชือด หรือสถานที่กักขัง เมื่ออ่านความเห็นที่ 9 แล้ว จึงยากที่เชื่อว่าเป็นความเห็นที่ประสงค์จะไม่ให้เกิดความรุนแรง  ในทางตรงกันข้ามกลับเป็นความเห็นที่เกิดจากการไม่มีจิตใจเอื้อเฟื้อต่อผู้ผิด และต้องการกำจัดบุคคลเหล่านั้นให้ออกไปจากพื้นที่ ซึ่งก็คือรูปแบบการก่อความรุนแรงแบบหนึ่งที่มีผลแบบเดียวกับสงคราม คืออีกฝ่ายหายไปจากการรับรู้ของเราทั้งหมด จึงเป็นการใช้ความรุนแรง ถ้ายิ่งเห็นท่าทีที่คุณคานทองโต้ตอบกับเจ้าของกระทู้ในเวลาต่อมาแล้ว ยิ่งทำให้เห็นถึงการกระทำที่รุนแรง ขัดต่อสภาวะความสมดุลทางสัมพันธภาพของมนุษย์ที่คุณคานทองนิยามไว้เป็นอย่างยิ่ง

ดังนั้น คุณคานทองไม่สามารถบอกได้ว่าตนอยากให้มีสันติภาพ และงดเว้นจากความรุนแรงทุกกรณี เพราะเขาได้แสดงออกแล้วว่า ต้องการให้มีความรุนแรงทางอ้อมในบางกรณี  ดังนั้น ทางแก้ไขของคุณคานทองคือลดความเข้มข้นของจุุดยืนตนเอง เช่น เปลี่ยนเป็นการมองว่าต้องการให้มีสันติภาพ แต่ยอมรับการใช้ความรุนแรงได้ในกรณีที่จะทำให้เกิดผลทางสันติดียิ่งกว่าการไม่ใช้ความรุนแรง ซึ่งอาจรวมถึง การส่งทหารเข้าระงับเหตุฉุกเฉิน ใช้หน่วยจิตวิทยาควบคุมทัศนคติมวลชน เป็นต้น

ก่อนจะวิเคราะห์จุดยืนของอีกฝ่าย ขอพูดถึงความเห็นของคุณคานทองที่สะดุดตาอันนี้ก่อน

ไม่แน่ใจว่าอำนาจในที่นี้คืออำนาจแบบไหน อำนาจรัฐในการบริหาร อำนาจในการออกกฎหมาย หรือเป็นอำนาจบาตรใหญ่ทั่วๆ ไปที่จะสั่งใครก็ได้ แต่ในที่นี้ข้าพเจ้าขอเดาว่าน่าจะหมายถึงอำนาจรัฐ ที่จะช่วยให้คุณคานทองเรียกทหารกลับ และสั่งให้จับกุมโจรเข้าโรงพยาบาลบ้าได้

น่าสนใจว่าการงดเว้นความรุนแรง (ตามมุมมองของทุกสำนักคิดในลัทธิสันติภาพ) จำเป็นจะต้องใช้อำนาจรัฐหรือไม่ จะพบว่าหลายกรณีเอง อำนาจรัฐไม่จำเป็นในการก่อให้เกิดสันติภาพ เช่น หากมีใครเข้ามาด่าในเวบบอร์ดก็ตอบข้อโต้แย้งดีๆ มีเหตุผล หากทำเช่นนี้กันทุกคนก็จะเกิดสันติภาพในเวบบอร์ดได้ โดยไม่ต้องไปพูดถึงอำนาจรัฐ และในเรื่องของภาคใต้เอง การมีอำนาจถอนกำลังทหารออกไป ก็อาจจะไม่สามารถหยุดยั้งไม่ให้เกิดความรุนแรงได้ เพราะทัศนคติของคนในพื้นที่ที่ระแวงคนต่างศาสนา ต่างพื้นที่ ต่างหน้าที่ อาจดำรงอยู่ ซึ่งต้องอาศัยกลไกที่เป็นความสมัครใจของผู้ที่ต้องการปรับความเข้าใจ และต้องลดการใช้อำนาจข้างเดียวลง

2. ว่าด้วยจุดยืนของเจ้าของกระทู้ (คุณขุนกำแหง)

การระบุประเภทของจุดยืนของเจ้าของกระทู้ ค่อนข้างยากกว่าของคุณคานทอง เพราะท่วงทีของข้อเขียนวนเวียนสลับไปมาระหว่างความคิด 2 อย่างคือ

(1) การสนับสนุนการใช้ความรุนแรงได้ในทุกกรณี โดยไม่ต้องคำนึงถึงเหตุอันชอบธรรม และ

(2) มีช่วงหนึ่งที่เจ้าของกระทู้ชี้แจงว่า มีทหารแต่ก็ไม่จำเป็นต้องมีสงครามก็ได้ และเมื่ออ่านคู่กับความเห็นอันนี้ ที่บอกว่าการมีทหารมีไว้เพื่อเตรียมพร้อมในยามประเทศไม่สงบ เช่นนี้ก็เป็นลัทธิสันติภาพอีกประเภทหนึ่ง ที่เห็นด้วยว่าการใช้ความรุนแรงทำได้เมื่อมีเหตุอันชอบ และทำโดยกระบวนการที่ชอบ ซึ่งสำนักความคิดนี้มีชื่อว่า Contingent Pacifism

อาจจะมีผู้แย้งว่าการที่ต่างฝ่ายสะสมอาวุธกัน จะเรียกว่าเป็นภาวะสันติภาพได้อย่างไร ข้าพเจ้ามองว่านี่เป็นปัญหาคำนิยาม และคำนิยามสันติภาพของกลุ่มนักคิด นักการเมืองหนึ่ง ก็เห็นด้วยว่า ภาวะสะสมอาวุธแต่ไม่เกิดการต่อสู้กัน ก็ถือว่าเป็นภาวะสันติภาพได้ เพราะยังไม่มีความรุนแรงเชิงกายภาพเกิดขึ้น เป็นสันติภาพที่เกิดจากการตกลงงดเว้นการใช้อาวุธที่ตนครอบครองเพื่อเข้าต่อสู้กัน (Modus Vivendi)

ถ้าข้าพเจ้าจะวิเคราะห์จุดยืนของเจ้าของกระทู้ทั้งสองกรณี คงจะลำบากข้าพเจ้าเป็นอย่างมาก ดังนั้นข้าพเจ้าของดเว้นหน้าที่นั้น และจะวิเคราะห์แยกแต่ละความเห็น เฉพาะประเด็นย่อยๆ แทน ดังต่อไปนี้

(1) ความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับนักสิทธิ[มนุษยชน]ของเจ้าของกระทู้

การเป็นนักสิทธิมนุษยชนไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นผู้นิยมลัทธิสันติภาพ สำนักเคร่งครัด แบบคุณคานทอง การส่งกองกำลังทหารเพื่อเข้าสนับสนุนกิจการเชิงสิทธิมนุษยชนในพื้นที่สงคราม ยืนยันว่านักสิทธิมนุษยชนที่ทำงานจริง ในสถานการณ์โลก ไม่ได้ถือความคิดของสำนักเคร่งครัด หากแต่ใช้ความคิดของสำนัก Contingent Pacifism อย่างเช่น กรณีสงครามดาร์ฟูร์ การทำงานของนักสิทธิมนุษยชนในการดูแลสวัสดิภาพของคนในพื้นที่อพยพ ต้องกระทำภายใต้การคุ้มกันของกองกำลังทหาร เป็นต้น

และนักสิทธิมนุษยชน “ที่ดี” มักจะไม่มองว่าสันติภาพคือการงดเว้นการกระทำ แต่ควรเป็นการกระทำ ที่ส่งเสริมคุณภาพชีวิต และสิทธิขั้นพื้นฐาน (Positive Peace) เช่นวังการี มาร์ไท ที่ทำงานเพื่อฟื้นฟูป่าไม้ในเคนย่า ท่ามกลางแรงต่อต้านจากรัฐบาล เป็นต้น

(2) ข้อวิจารณ์ลัทธิสันติภาพ

ในความคิดเห็นที่ 44 (ภาพข้างบน) ในช่วง 6 บรรทัดแรก เป็นข้อความที่ออกอาการต่อต้านลัทธิสันติภาพโดยรวมอย่างชัดเจน ก่อนที่ข้อความจะกลับเข้าสู่โหมด Contingent Pacifism อีกรอบในบรรทัดที่ 7

ข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นข้อกล่าวหาที่เป็นที่นิยมเพื่อใช้ต่อต้านลัทธิสันติภาพโดยทั่วไป ซึ่งขอยกมาไว้ให้เห็นรวมๆ กัน ต่อไปนี้

– ไม่รู้จักเสียสละ ไม่ยอมช่วยเหลือ
– ขี้ขลาด กลัวตัวดำ
– รับประโยชน์จากความรุนแรงจากสงคราม (เช่น มีแผ่นดินอยู่) แล้วไม่ยอมเสียสละ

ส่วนตัว ข้าพเจ้ามองว่าข้อกล่าวหานี้ไม่เป็นธรรม เพราะลัทธิสันติภาพมีหลากหลายสำนัก และไม่ใช่ทั้งหมดที่จะอยู่เฉย ปฎิเสธความรุนแรงทุกกรณี และกลยุทธ์เชิงสันติอย่างการพัฒนาสาธารณูปโภค การสำรวจสภาวะทางสาธารณสุข ฯลฯ เสียอีกที่มีส่วนช่วยในการพัฒนาพื้นที่ในระยะยาว มากกว่าการใช้ความรุนแรง

แต่กรณีนี้ เป็นที่เข้าใจได้ เพราะเจ้าของกระทู้อาจเผลอนำคุณคานทอง เป็นต้นแบบของลัทธิสันติภาพทั้งมวลทั่วโลก และวิจารณ์โดยเหมารวมกัน ทางแก้ไขคือ ต้องแยกแยะและทำความรู้จักลัทธิสันติภาพสำนักต่างๆ และตระหนักว่าผู้ที่ปฎิเสธความรุนแรงไม่ได้เป็นแบบคุณคานทองทุกคน

มีข้อโต้แย้งลัทธิสันติภาพอีกแบบหนึ่งที่ไม่พบในความเห็นของเจ้าของกระทู้ แต่ข้าพเจ้าอยากเขียนเพราะมีแนวโน้มว่าจะมีการใช้ข้อโต้แย้งนี้มาอ้างอยู่เรื่อยๆ นั่นคือความคิดที่ว่าการศึกษาลัทธิสันติภาพเป็นเรื่องไร้สาระเพราะมนุษย์ก็ใช้ความรุนแรงกันอยู่ทุกวันอยู่แล้ว

ข้ออ้างนี้ผิดโดยสิ้นเชิง เ้พราะการศึกษาลัทธิสันติภาพเป็นไปเพื่อกำหนดเป้าหมายที่จะไป เป็นการศึกษาสิ่งที่ควรเป็น ไม่ใช่ศึกษาสิ่งที่กำลังเป็น แบบเดียวกับที่นักเศรษฐศาสตร์ศึกษาภาวะตลาดเสรี ที่เป็นไปได้ยากในชีวิตจริง แต่ก็เป็นสิ่งที่นโยบายต่างๆ ต้องมุ่งไปให้ใกล้เคียงจุดนั้นมากที่สุด

3. ข้อสังเกตจากวิวาทะ

จากวิวาทะพบว่า ยังให้ภาพเกี่ยวกับลัทธิสันติภาพไม่ชัดเจนพอ และมักมองว่าต้องคิดแบบสุดโต่ง ถ้าไม่ไปทางสงบสุดๆ ก็ต้องรุนแรงสุดๆ ซึ่งไม่เป็นความจริงอย่างยิ่ง ข้อสังเกตอีกอย่างคือ อัตลักษณ์ของผู้ใช้งานบอร์ดเด็กดี ค่อนข้างชัดเจนคือ ถ้าไม่กุ๊กกิ๊กอ่อนหวาน ก็ต้องแมน มีโวหาร พูดเรื่องทหารและใช้กล่องความคิดเห็นสีน้ำตาล

เครดิต: ขอบคุณเวบดราม่า [drama-addict.com] ที่ตัดรูปกล่องความคิดเห็นมาให้ใช้ประกอบในบทความนี้


3 ความเห็น on “ดราม่าวิจักษณ์: ข้อคิดเห็นบางประการต่อกรณีคุณคานทอง และคุณขุนกำแหง”

  1. ประเด็นน่าสนใจมากครับ
    ถ้าจะขอไปลงเว็บดราม่าแล้วลง credit มาที่ blog นี้ได้ไหมครับ

  2. ikki พูดว่า:

    ขอบคุณสำหรับการวิเคราะห์งับ

    ปล.ขออ่านก่อน แหะ ๆ


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s