ความเป็นธรรมในนิยาย

ผู้พิพากษา, ผู้วางนโยบายในอเมริกา (รวมถึงของไทย) มักตัดสินประเด็นของตนโดยใช้เศรษฐศาสตร์มาอธิบาย

ที่เขาชอบทำแบบนั้นเพราะคนส่วนใหญ่คิดว่า ถ้าเอาวิธีการวิเคราะห์เชิงปริมาณของเศรษฐศาสตร์มาเข้าว่าแล้ว ย่อมเป็นไปได้สูงที่ผลแห่งการตัดสินใจนั้นจะสำเร็จลุล่วงสมประสงค์

ผู้พิพากษาจึงไม่ลังเลที่จะบอกว่าจำเลยเจ้าของห้างที่มีลานจอดรถ มีภาระที่ต้องหาคนมาป้องกันการโจรกรรมรถที่มาจอดในลาน ด้วยเหตุผลว่าถ้าให้แต่ละคนที่มาใช้บริการหาทางป้องกันการโจรกรรมกันเอง จะมีต้นทุนที่สูงกว่า หน่วยงานราชการก็ไม่น้อยหน้า เมื่อการประกอบธุรกิจโรงงานที่ขัดขวางวิถีชุมชน ตัวเลขทางเศรษฐกิจจะเป็นข้ออ้างชั้นเอก

สิ่งที่ถูกต้องในสายตาของนักเศรษฐศาสตร์คือสิ่งที่เป็นประโยชน์มากที่สุดต่อคนหมู่มาก ไม่ต้องสนใจว่าคนหมู่น้อยหรือคนหมู่มากที่มีต้นทุนทางสังคมรวมกันน้อยจะเดือดร้อนอย่างไร เศรษฐศาสตร์จึงล้มเหลวในการปกป้องสิทธิของบุคคล และมองเห็นคุณค่าตลอดจนความรู้สึกแห่งมนุษยภาพ นักวิชาการด้านกฎหมายแห่งมหาวิทยาลัยชิคาโกชี้ว่านี่คือวิกฤติของระบบกฎหมายในอเมริกา

ทางแก้ไขที่เป็นรูปธรรมที่เขานำเสนอคือ ให้ผู้พิพากษาอ่านนิยายแนวสัจนิยม

นิยายเป็นแบบสนามทดสอบความรู้สึกทางจริยธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งนิยายที่เนื้อเรื่งพัวพันกับคนชายขอบ ถูกเข้าใจผิด หรือถูกปฎิเสธจากสังคม ประสบปัญหาการดำเนินชีวิตอันเป็นปรกติสุขเพราะเงื่อนไขทางสังคมไม่เอื้ออำนวย

ความรู้สึกทางจริยธรรมอะไรที่นิยายแบบนี้จะมอบให้ผู้อ่าน

นักวิชาการท่านนั้นตอบว่า ความเห็นอกเห็นใจในชะตากรรมของมนุษย์ที่แตกต่างไปจากเรา (Sympathy)

ความเห็นอกเห็นใจไม่เพียงช่วยให้ผู้พิพากษาพิจารณาคดีความรอบด้านมากขึ้น แต่ยังเป็นจริยธรรมพื้นฐานของการอยู่ร่วมในสังคมประชาธิปไตย สังคมที่ไม่มีความเห็นอกเห็นใจ ย่อมเป็นสังคมที่ไม่ทนต่อความแตกต่างของสมาชิก เมื่อมีเหตุวิวาทกันเรื่องก็มักจะจบลงไม่ดี

แต่การอ่านแบบเรื่อยเปื่อยย่อมไม่เกิดผล ถ้าจะให้เกิดความเห็นอกเห็นใจไปกับตัวละครในนิยาย ต้องคิดตามไปพร้อมกับที่อ่าน ตั้งคำถามว่าเหตุใดตัวละครจึงเลือกที่จะทำแบบนี้ มีข้อจำกัดในทางการตัดสินใจอะไรบ้าง และสิ่งที่จะค้นพบคือ การตัดสินใจของมนุษย์ไม่ได้มีแค่เรื่องเชิงเศรษฐศาสตร์ การคิดตามนิยายคือการบ่อนเซาะอำนาจของเศรษฐศาสตร์ในฐานะเครื่องมือประกอบการตัดสินใจของผู้ใช้อำนาจรัฐ ไปพร้อมๆ กัน

แต่สำหรับเมืองไทย น่าสงสัยว่าเรามีนิยายแนวสัจนิยมเกี่ยวกับคนชายขอบน้อยไปหรือไม่ หรือถ้ามีเยอะแล้วก็น่าถามต่อว่า ทำไมหลายคนเลือกที่จะไม่อ่าน หรือถ้าแย้งว่ามีคนอ่านนิยายแบบนั้นเยอะแล้วเหมือนกัน ก็น่าถามต่อว่าทำไมการอ่านนั้นจึงไม่สามารถสร้างสังคมที่มีความเห็นอกเห็นใจเป็นจริยธรรมพื้นฐานได้?

credit ภาพ: ratchasima.net/2007/11/23/only-for-questioning-and-the-disavowal-of-law/


2 ความเห็น on “ความเป็นธรรมในนิยาย”

  1. น้องทัก พูดว่า:

    ขอตอบคำถามสุดท้าย ว่า ทำไมการอ่านวรรณกรรมสัจนิยม จึงไม่สามารถสร้างสังคมที่มีความเห็นอกเห็นใจได้?
    ขอตอบจากคอลัมน์ของคุณ นพพร ประชากุล ที่เคยเขียนลงในสารคดีฉบับโบราณสุดๆเล่มหนึ่งว่า
    “ทำไมวรรณกรรม(สัจนิยม)สะท้อนสังคมจึงช่วยแก้ปัญหาสังคมไม่ได้”
    ทั้งๆที่วรรณกรรมแนวนี้เป็นที่ยอมรับมาไม่น้อยกว่า 20-30 ปี เช่นจากรางวัลซีไรต์ตั้งแต่ 252x เช่น ครอบครัวกลางถนน ก่อกองทราย คำพิพากษา หรือแม้แต่ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน

    คุณนพพร ชี้ว่า แม้จะเป็นสัจนิยม และพยายามสะท้อนสังคม แต่วรรณกรรมเหล่านี้ต่างก็อยู่ในกรอบของ convention หรือ สัญนิยม ร่วมกัน และผู้อ่านก็ต้องสำนึกถึงกรอบนั้น เพื่อที่จะอ่านวรรณกรรมนั้นได้ เช่น ตึกระฟ้าในเมืองจะต้องดูหม่นหมองและไม่ได้แสดงถึงความเจริญก้าวหน้า ชนบทที่ตัวละครส่วนมากจากมาก็เป็นความทรงจำที่ผ่องใส รัฐต่างก็กดขี่และเอาเปรียบชาวบ้านชนบท และนอบน้อมต่อผู้มีอำนาจเสมอ(เอ้อ…อันนี้ท่าจะจริง) การที่ผู้อ่านสำนึกอยู่ตลอดเวลาว่า สัญญะเหล่านี้เป็นกรอบของวรรณกรรมประเภทนี้ เหมือนต้องใส่แว่นสามมิติดูหนังสามมิตินั้น ทำให้วรรณกรรมเหล่านี้เรียกความรู้สึกสงสาร เห็นอกเห็นใจ หรือโกรธแค้นได้ เพียงชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น

    การที่จะสร้างผลที่กว้างกว่านั้น คุณนพพรชี้ว่า ต้องพยายามเปลี่ยนแปลงกรอบของสัญญะ ที่ครอบอยู่บนวรรณกรรมประเภทนี้

    จบครับ ^^


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s