ความเสี่ยงเชิงปรัชญา (Philosophical Risk)

-เผยแพร่ครั้งแรกในบลอก fuse.in.th-

อ่านข้อความต่อไปนี้ อ่านได้ความว่าอย่างไร

“ความเป็นรัฐชาติเป็นสิ่งสมมุติ แต่เดิมนั้นแผ่นดินเชื่อมต่อกันและไม่มีแนวคิดเรื่องดินแดนอธิปไตย ต่อมาเกิดแนวคิดขีดเส้นแบ่งดินแดนและสมมุติสิ่งที่เรียกว่าความเป็นชาติในดินแดนนั้นกดทับลงไปบนชุมชนย่อยต่างๆ ที่แต่เดิมไม่ได้มีสิ่งใดร่วมกันมาก่อน…”

แล้วข้อความต่อไปนี้ อ่านแล้วได้ความว่าอะไร

“สถาบันกษัตริย์มีไม่ได้มีสถานะเป็นที่เคารพนับถือแบบนี้มาแต่เดิม หากแต่เพิ่งเริ่มสร้างวาทกรรมเช่นนี้มาไม่นานนัก โดยเริ่มจากสมัยจอมพลสฤษดิ์เป็นต้นมา…”

ข้อความลักษณะนี้จะพบได้ทั่วไปในช่วงหลักๆ ในเวบบอร์ด ในบทความ ในทุกๆ ที่ ข้อเสนอนั้นดูผิวเผินแล้วมันช่างเร้าใจ เพราะมันพลิกความคิดความเชื่อแต่ดั้งเดิมที่เรียนรู้กันมาตั้งแต่เด็ก แต่ทุกคนจะเข้าใจมันถูกต้องจริงหรือ?

สมมุติให้เด็กมัธยมหรือคนทั่วไปหลุดมาอ่านบทความเหล่านี้ เขาจะเข้าใจหรือไม่ว่าวลีว่า “เป็นสิ่งสมมุติ” และ “วาทกรรม” หรือในกรณีของบทความอื่นก็จะมีวลีอย่าง “เกิดจากการประกอบสร้าง” ฯลฯ มันมีความหมายว่าอย่างไร

เห็นได้ว่าถ้าไม่มีพื้นฐานในเรื่องนี้มาก่อน การตีความให้ถ่องแท้จะไม่สามารถทำได้

แม้ว่าปรัชญาบางสำนักจะพยายามอ้างว่า การอ่านผิดเป็นเรื่องธรรมชาติ ทุกคนควรยอมรับความหมายที่แต่ละคนเข้าใจไป ไม่ควรผูกขาดความเข้าใจที่เป็นหนึ่งเดียว

แต่การตีความวลี “รัฐชาติไทยเป็นสิ่งสมมุติ” ว่า ชาติเป็นสิ่งเลวร้าย ควรกำจัดออกไปแล้วต่างคนต่างอยู่ หรือตีความว่า ชาติไทยเป็นสิ่งเฮงซวยต้องสละสัญชาติไปอยู่ลาว เช่นนี้ควรยอมรับหรือไม่

หรือการเข้าใจประโยคว่า “สถาบันกษัติรย์เพิ่งมีสถานะแบบปัจจุบันก็เพราะการประกอบสร้าง” ว่าหมายถึง ต้องล้มสถาบันกษัตริย์ด้วยอาวุธ และทุกคนมีสิทธิกล่าวหาในหลวงด้วยข้ออ้างที่ไม่มีหลักฐานประกอบได้ตามชอบใจ เช่นนี้ควรยอมรับได้หรือไม่

คนละเรื่องเลยนะครับ

สิ่งที่ถูกสมมุติ สิ่งที่ถูกประกอบสร้าง สิ่งที่เป็นวาทกรรม มันหมายเพียงว่ามันไม่ใช่สิ่งที่เป็นแบบนั้นตั้งแต่ดั้งเดิม หมายเพียงว่ามีคำอธิบายที่เป็นไปได้อื่นๆ นอกเหนือไปจากความคิดที่ว่าชาติ กษัตริย์เป็นศูนย์กลางหนึ่งเดียวของมวลชน

มีความหมายแค่นี้

ส่วนเรื่องที่ว่ามันควร หรือไม่ควรที่จะต้องเป็นแบบนี้หรือไม่ ประโยคดังกล่าวไม่ได้ตอบแม้แต่นิดเดียว

มันจึงไม่ใช่ข้อสนับสนุนว่าชาติไม่ควรรัก สถาบันกษัตริย์ไม่ควรรักษา และอันที่จริงแล้วความคิดแบบนั้นก็เป็นวาทกรรมอย่างหนึ่งเช่นกัน

ปรัชญาเป็นวิชาที่ไม่พร้อมใช้ในตัวมันเอง มันนำไปปฎิบัติ หรือนำไปสู่ข้อสรุปอันเป็นรูปธรรมอย่างทันทีไม่ได้ มันเป็นแค่วิธีการแสวงหาคำตอบต่อคำถามหนึ่งๆ เท่านั้น ถ้าอยากไปให้ไกลกว่าข้อสรุปแค่นี้ สมควรที่จะศึกษาศาสตร์แขนงอื่นๆ เพิ่มเติม และที่ต้องไม่หลงลืมคือ ต้องสอดรับกับความเป็นไปได้ในทางปฎิบัติ

ในทางปรัชญาไม่ยอมรับเรื่องการให้เหตุผลเชิงอุปนัย

ตะวันที่แม้จะขึ้นทางตะวันออกทุกวัน สำหรับนักปรัชญาแล้วก็ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าพรุ่งนี้ตะวันจะขึ้นทางตะวันตกได้หรือไม่

แล้วเราจะใช้ความรู้นี้ในขณะที่กำลังหลงป่าหรือไม่

การหาความรู้ เปิดโลกทัศน์ด้วยบทความ หนังสือปรัชญาเป็นเรื่องที่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง แต่ความเข้าใจที่ถูกต้องเป็นเรื่องสำคัญยิ่งกว่า

ความเข้าใจที่ผิดเกี่ยวกับข้อความทางปรัชญา แล้วยังนำไปปฎิบัติในชีวิตจริงโดยไม่คำนึงมิติอื่นๆ ย่อมนำพาความพินาศมาให้แก่ตัวเอง ความสัมพันธ์ต่อคนรอบข้าง และสังคม

ประเทศจีนรับความเจ็บปวดจากการนำปรัชญามาร์กซ์ และเหมาอิสม์ มาปฎิบัติในช่วงปฎิวัติวัฒนธรรม การปิดการทำการค้าระหว่างประเทศ ส่งผู้คนไปทำงานเกษตรกรรม ทำลายวัตถุทางศาสนา ทำลายอารยธรรมสมัยจักรพรรดิ สร้างความเจ็ปปวดแสนสาหัสให้กับประเทศ จนถึงปัจจุบันคนจีนเกือบทุกคนไม่อยากจำประวัติศาสตร์หน้านี้

แล้วเราจะเดินตามหรือ?


One Comment on “ความเสี่ยงเชิงปรัชญา (Philosophical Risk)”

  1. ขำว่ะ พูดว่า:

    ขึ้นต้นเป็นลำไม้ไผ่
    เหลาลงไปเป็นบ้องกัญชา


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s