แสงและเงา

เทคโนโลยีกับรูปแบบของภาพถ่ายมักเป็นเรื่องที่หากเขียนในหนังสือ มันน่าจะเป็นหัวข้อเกือบสุดท้ายก่อนจะกลายเป็นหน้าดัชนีคำ และปกหลัง และถ้าไม่ได้คิดอะไรมาก มันน่าจะเป็นประเด็นขี้หมูขี้หมา สู้อะไรไม่ได้เลยกับเรื่องการวัดแสง การจัดภาพ นั่นคือ คิด (ไปเอง) ว่าไม่ว่ากล้องจะถ่ายด้วยฟิล์มขาวดำ ฟิล์มสไลด์ ฟิล์มเนกกาทีฟ หรืออยู่ในรูปแบบดิจิตอล มันก็คือภาพถ่ายเหมือน หลักคิดในการสร้างสรรค์ หรืออ่านภาพก็ไม่ได้ต่างอะไรในสาระสำคัญ

ทบทวนดูใหม่ พฤติกรรมการถ่ายภาพตอนใช้กล้องฟิล์ม กับตอนใช้กล้องดิจิตอลต่างกันอย่างไรบ้าง และโดยเฉพาะเมื่อกล้องดิจิตอลมันย้ายไปอยู่ในโทรศัพท์แล้ว  เราถ่ายภาพ “เล่นๆ” ได้มากขึ้นกว่าเดิมหรือเปล่า ภาพที่ได้มีสีคมชัด สดใสกว่าเดิมขึ้นหรือเปล่า พฤติกรรมของผู้ชมภาพเอนเอียงไปในทางภาพ “สว่างๆ” มากขึ้นหรือไม่

เมื่อคิดตามครบถ้วนกระบวนความแล้ว ต้องเชื่อว่าเทคโนโลยีถ่ายภาพ มีผลกระทบต่อความคิดเกี่ยวกับคุณภาพของภาพถ่ายของคนทั่วไปได้อย่าง “เอาเรื่อง”

ยกตัวอย่างง่ายๆ อย่างเรื่อง “เงา” กับ “แสง”

ถ้าในภาพหนึ่งมีพื้นที่ที่มีเงาดำสนิท อยู่ร่วมชายคาเดียวกับพื้นที่ที่แสงจัดสาดทอ ช่างภาพก่อนศตวรรษที่ 21 มีทางเลือกแค่สองทาง คือจะรักษารายละเอียดของภาพในพื้นที่ที่อยู่ใต้แสงจัดนั้นไว้ แล้วทิ้งรายละเอียดของภาพใต้เงาให้ถูกความมืดปกปิด หรือจะรักษารายละเอียดใต้เงา แล้วทิ้งรายละเอียดของภาพที่อยู่ใต้แสงให้ตกอยู่ท่ามกลางแสงที่สว่างเจิดจ้ายิ่งขึ้นกว่าเดิม

มีเวบหนึ่งที่ทำ interactive อธิบายประเด็นนี้ได้ดี [ลิงค์]

คุณสมบัติแสง-เงาแบบนี้เป็นข้อเสียของภาพหรือไม่ คำตอบที่ข้าพเจ้าชอบที่สุดคือ “แล้วแต่”

ถ้ามันเป็นภาพที่ตั้งใจเก็บรายละเอียดของท้องฟ้า เพื่อให้เกิดเงาของคนที่ยืน ณ ฉากหน้า มันจะเป็นภาพขนบหนึ่งที่เรื่องว่า Silhouette จะว่าไปมันถือกำเนิดขึ้นก็จากวัฒนธรรมกล้องถ่ายรูปโดยแท้

หรือถ้าเป็นภาพทั่วไปที่เน้นแสง เงาตัดกันแรงๆ โดยรายละเอียดส่วนเงาจะหายไปหมดเลยนั้น มันก็จะกลายเป็นภาพแนว Chiaroscuro ที่พบได้ทั้งในภาพจิตรกรรมโบราณ และภาพภาพถ่าย

หรือถ้าตั้งใจให้แสงเจิดจ้า มันก็เป็น Flare ภาพ ที่หากอยู่ถูกที่ถูกทางมันก็ดีได้

ของที่ดูเหมือนเป็นข้อจำกัด แท้ที่จริงแล้วมันเปิดโอกาสให้ใช้ความสร้างสรรค์ยิ่งขึ้นไป

แต่หากมันเป็นภาพสถาปัตยกรรมที่ถ่ายจากในเคหสถาน ออกไปนอกหน้าต่างอย่างในเวบ interactive เรื่องแสงๆ เงาๆ จะกลายเป็นปัญหาทันที

แต่นั้นเป็นเรื่องของช่างภาพก่อนศตวรรษที่ 21 เพราะช่างภาพสมัยนี้ไม่จำเป็นต้องเลือก เขาสามารถให้ภาพทั้งภาพมีรายละเอียดคมชัดครบถ้วนได้ ไม่ว่ารายละเอียดนั้นมันจะอยู่ในแสงหริอเงา ภาพแบบนั้นเรียกว่า HDR

วีธีทำก็แสนง่าย เริ่มจากตั้งข้อตั้งกล้อง และถ่ายภาพ ณ มุมเดิม 3 ครั้ง โดยครั้งแรกวัดแสงที่ระดับปรกติ ครั้งสองวัดแสง over สัก 2-3 ครั้งสามวัดแสง under สัก 2-3 กระบวนการทั้งหมด ทำเพื่อให้ได้ภาพสามภาพที่เก็บรายละเอียดของภาพทั้งในเงา และในแสงสว่าง แล้วใช้โปรแกรมพิเศษรวมภาพทั้งสามเข้าด้วยกัน

คุณสมบัติของ HDR ดีต่อภาพหรือไม่ คำตอบที่ข้าพเจ้าชอบก็เหมือนเดิม คือ “แล้วแต่”

ในโลก HDR อาจไม่มีแสงเงาอันอบอุ่นของภาพ Silhouette ไม่มีความอัศจรรย์ของภาพ Flare  แต่เราก็ได้ของใหม่มาแทน นั่นคือวิธีการนำเสนอโลกแบบกึ่งจริง กึ่งจินตนาการ ที่สะท้อนจิตสำนึกคนยุคปัจจุบัน

ภาพ HDR อาจคล้ายฉากสามมิติที่ render จากการ์ดจอรุ่นทอป หรือมันก็อาจคล้ายกับภาพวาดเขียนก็เป็นได้

และที่สำคัญคือภาพแสง-เงาแบบเก่าๆ ก็ยังไม่หายไปไหน สรุปรวมความแล้ว เรามีทางเลือกในการสร้างสรรค์ภาพมากกว่าเดิม แต่การปรากฎตัวของ HDR จะทำให้คนดูภาพดูแคลน Silhouette ดูแคลน Flare หรือไม่

ถ้าถามเฉพาะตัวข้าพเจ้า ก็จะตอบว่าไม่ เพราะทุกสื่อแต่ละอย่าง ให้ความหมายต่างกัน มาเปรียบเทียบกันไม่ได้ ขึ้นอยู่กับการใช้งานในแต่ละกรณี

แต่คนอื่นจะว่าอย่างไร ข้าพเจ้ายังไม่รู้


One Comment on “แสงและเงา”


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s