สังเคราะห์นิยมกับอภิชาติพงศ์

นานมาแล้วที่ได้ไปชมเทศกาลหนังสั้นของผู้กำกับเจ้าของรางวัลปาล์มทองคำปีล่าสุด ข้าพเจ้ายอมรับว่าดูไม่รู้เรื่อง แต่ยืนยันว่ารู้สึก ‘อบอุ่น’ ‘สงบ’ เมื่อดูและฟังหนังสั้นของเขา แต่ความรู้สึกนั้นมันคงไม่เพียงพอจะเอามาเป็นประเด็นเขียน ณ ที่นี้ได้

ที่น่าสนใจมากกว่าคือวิธีของเหล่านักทำหนังทดลอง

ลองพิจารณากรณีต่างๆ ต่อไปนี้

กรณีที่ 1

วิดีโอเรื่องหนึ่งถ่ายด้วยรูปแบบดิจิตอล เห็นภาพเตียง และลำแสงส่องผ่านกระจกที่มีเหล็กดัดเป็นรูปตัว T กล้องเล่นกับลำแสง หมุน สะท้อน กระจายแสง เคลื่อนไหวไปมาอยู่ 10 กว่านาทีก่อนจะจบลง คนดูข้างข้าพเจ้านอนหลับ ส่วนข้าพเจ้าทนดูได้จนจบเพื่อไม่ให้เสียภาพลักษณ์ และเพื่อความคุ้มค่าของการเดินทาง

ผู้กำกับใหญ่อธิบายว่าเป็นได้หลายเรื่อง อาจเป็นเรื่องเกี่ยวกับการสะกดจิตคนดูด้วยแสงก็ได้ หรือเกี่ยวกับศาสนาก็ได้ (เหล็กดัดเป็นรูปไม้กางเขน) คนดูข้างๆ มองหน้ากันด้วยหน้าตาเอ๋อเร๋อ

กรณีที่ 2

ผู้กำกับคนเดิมเล่าว่าได้ไปพบเรื่องราวของผู้อพยพลี้ภัยชาวพม่า และวิจัยอยู่ช่วงหนึ่ง จนเมื่อหลุยส์ วิตตองได้ทาบทามขอให้ช่วยทำหนังสั้นเกี่ยวกับ ‘การเดินทาง’ เพื่อโปรโมตคอลเลคชั่นกระเป๋าเดินทางของเขา หนังที่ออกมาคือ เรื่องของทีมงานผู้กำกับเข้าป่าตอนกลางคืน เพื่อค้นหานกผีกินเลือด โดยใช้วิธีต่างๆ เช่นทางเลือดที่ตัว ชุบเลือดที่ผ้าแขวนล่อไปบนต้นไม้ โดยปิดท้ายด้วยนกผีมีขนลายหลุยส์ วิตตอง

ผู้กำกับเปิดดูหนังสือแนะนำหลุยส์ วิตตองที่ส่งมาแล้วนึกถึงภาพของลัทธิจักรวรรดินิยม ทุกที่มีกระเป๋าลายหลุยส์ วิตตองเข้าไปบุกรุกสร้างความเฉิดฉาย และเรื่องของชาวพม่าที่เกี่ยวกับการลี้ภัย เข้ามายังประเทศไทย การเคลื่อนที่ทั้งสองกรณี เป็นตัวอย่างของการเดินทางที่ไม่ได้นำไปสู่สิ่งที่ดี ดังนั้น เรื่องสั้นเกี่ยวกับการเดินทาง ก็ไม่จำเป็นต้องพูดถึงการเดินทางไปหาเรื่องดีๆ ก็ได้ จึงทำเรื่องนกผี

ข้าพเจ้าต้องแกล้งพยักหน้าทั้งที่ไม่เข้าใจ เพราะไม่มั่นใจว่าคนอื่นในโรงหนังจะเข้าใจกันหมดหรือเปล่า

กรณีที่ 3

ช่วง Q&A มีผู้ถามว่า เคยหรือไม่ที่ผู้ตัดต่อสะกดจิตผู้กำกับให้เปลี่ยนเรื่องราว เปลี่ยนคอนเซปต์

ผู้ตัดต่อบอกว่าไม่เคย

ผู้กำกับตอบว่าเกี่ยวกับเรื่องการสะกดจิตนั้น เป็นเรื่องยากเหมือนกันว่าหนังจะสะกดจิตคนดูให้สยบเงียบ ในช่วงเวลาหนึ่งๆ อย่างไร

ทั้งหมดทำให้ข้าพเจ้าคิดได้ว่า รูปแบบการคิดของคนทำหนังทดลองนั้นไม่ได้มาจากฐาน Analytic คือไม่ได้เริ่มจากการวิเคราะห์ของชิ้นเดียว แล้วแตกคุณสมบัติของของชิ้นนั้นออกมา อย่างเรื่องการเดินทางนั้น ถ้าใช้วิธี Analytic จะไม่พบว่า จะเกี่ยวอะไรกับการเดินทางสู่ด้านมืด หรือการเดินทางหานกผี ถ้าเป็นคนทั่วไปคนเริ่มจากถามตัวเองว่าการเดินทางคืออะไร ความรู้สึกทั่วไปเป็นอย่างไร ฯลฯ คงไม่เริ่มจากจักรวรรดินิยม หรือผู้ลี้ภัย

ตรงข้ามกับ Analytic คือ Synthetic เป็นวิธีคิดเพื่อสังเคราะห์ความคิดใหม่จากของเดิมที่มีอยู่ เหมือนที่ใช้กลวิธีของภาพดิจิตอล ผนวกกับเหล็กดัดรูปตัว T จึงออกมาเป็นเรื่องการสะกดจิตและศาสนา

ถ้าผู้ใดที่คุ้นเคย และยึดติดอยู่กับวิธี Analytic ที่มักสอนกันในห้องเรียน ก็จะไม่สามารถคิดแบบผู้กำกับได้เลย และจะคิดว่าเป็นเรื่องไร้สาระ ทั้งที่ Synthetic คือหัวใจของพัฒนาการสังคมศาสตร์ภาคพื้นยุโรปยุคใหม่

จึงมีข้อสรุปว่า ผู้ทำงานสร้างสรรค์ที่ดีต้องคุ้นเคยกับวิธีคิดแบบ Synthetic มากกว่า Analytic



ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s