บันทึกสั้นที่แยกออกจากกัน ว่าด้วยการให้อภัย

การให้อภัยควรเป็นสิ่งที่ทุกคนจำเป็นต้องให้แก่ผู้ทำผิด หรือควรเป็นแค่โบนัสที่ทุกคนมีสิทธิเลือกจะให้หรือไม่ให้ก็ได้?

1. การให้อภัยหมายความว่าการไม่ถือโทษแก่ผู้ทำการล่วงละเมิด การคิดแก้แค้นจึงไม่ใช่การให้อภัย

2. การให้อภัยยังหมายความว่าการไม่ถือโกรธแก่ผู้ทำล่วงละเมิด การไม่คิดแก้แค้น แต่กลับขุ่นข้องหมองใจนอนไม่หลับเพราะการกระทำของผู้ทำละเมิด จึงยังไม่ใช่การให้อภัย

3.  การให้อภัย ต้องแยกให้ชัดเจนจากระดับของการปล่อยวางขั้นต่างๆ เช่น การที่สัตว์เลี้ยง เด็กทารกทำลายข้าวของแล้วเราเข้าใจความเดียงสาของมัน เรียกว่าการยกโทษ (Excuse) ไม่ใช่การให้อภัย

การเรียกร้องให้มีการลงโทษผู้ทำความผิด หากกระทำด้วยความคิดอยากจะแก้แค้น ด้วยอารมณ์โกรธ ก็ไม่ใช่การให้อภัย แต่ถ้าทำด้วยความคิดว่าต้องการให้สังคมมีระเบียบ ไม่อยากให้ผู้ใดทำผิดกติกาสังคมแล้วลอยนวลได้ โดยในส่วนตัวแล้วไม่ได้อยากถือโทษ โกรธแค้น ก็สามารถเรียกว่าได้ให้อภัยแล้วเช่นกัน

แต่น่าสนใจว่าพื้นฐานของการลงโทษของทางการ ก็มาจากการแก้แค้นอยู่แล้ว จึงยังสงสัยอยู่ว่าจะแยกการลงโทษออกจากอารมณ์แค้นได้มากน้อยแค่ไหน

4. การให้อภัยเป็นโบนัสที่เราเลือกให้หรือไม่ให้ก็ได้ เพราะผลของการให้อภัยไม่ได้ตกแก่ผู้ได้รับการให้อภัยอย่างเดียว แต่ยังตกกับผู้ให้อภัยด้วย เพราะผู้ให้อภัยไม่ต้องตกอยู่ในภาวะความโกรธที่ทำอะไรไม่ได้ เป็นอารมณ์พิษที่ขัดขวางความสุขของชีวิต การไม่เลือกให้อภัย พิษร้ายและความเดือดร้อนย่อมตกอยู่กับผู้ไม่ให้อภัย ดังนั้น เมื่อเชื่อว่าทุกคนมีสิทธิทำร้ายตัวเอง หรือไม่ทำร้ายตัวเองได้เต็มที่ สิทธิในการเลือกให้/ไม่ให้อภัยก็ย่อมเป็นเรื่องของแต่ละคนในลักษณะเดียวกัน

5. การให้อภัยอาจเป็นของบังคับที่ทุกคนต้องให้แก่กัน เพราะทุกคนย่อมมีสิทธิกระทำการละเมิดคนทุกคนได้ตลอดเวลา และถ้าเป็นเช่นนั้นแล้วแต่ละคนไม่ได้ให้อภัยแก่กัน สิ่งที่เกิดขึ้นอย่างแน่นอนคือ 1. ทุกคนมีอารมณ์โกรธไม่มีกะใจในการใช้ชีวิตให้เป็นสุข และ 2. ทุกคนคิดแก้แค้นตอบโต้กันจนไม่จบสิ้น ผลสุดท้ายย่อมเท่ากับสังคมที่ล้มเหลวแปลกแยก

นัยนี้สามารถเทียบเข้ากับการประกันสุขภาพแบบบังคับโดยรัฐ ถ้ามีข้อสมมุติฐานว่าทุกคนมีสิทธิป่วยได้อยู่แล้ว หากคนในสังคมไม่เก็บเงินจุนเจือสุขภาพกันและกัน สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ผู้ที่ไม่มีเงินย่อมเดือดร้อนในค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ ทำให้การประกอบอาชีพยุ่งยาก ช่องว่างทางรายได้จึงยิ่งกว้างขึ้นไปอีก เกิดปัญหาสังคมมากมายที่ทำให้สังคมไม่สงบสุขในภาพรวม

ดังนั้น การให้อภัยจึงเหมือนกับการจ่ายเงินเข้ากองทุนรักษาสุขภาพของชาติ คือ เป็นการกระทำเพื่อรักษาความสัมพันธ์ของสังคมไว้ และถึงคราวที่ตนทำผิดบ้าง (ซึ่งจะเกิดขึ้นแน่นอน) ก็จะได้รับประโยชน์ หากทุกคนถือว่าการให้อภัยเป็นจรรยาพลเมือง

6. เหตุผลตามข้อ 4 อาจมีปัญหาว่า ถ้าผู้ใดทำพฤติกรรมที่แปลกแยกมาก ถึงขั้นว่ามีคนในสังคมน้อยรายที่จะปล่อยตัวปล่อยใจไปถึงระดับนั้น เช่นนี้การให้อภัยจะเหมาะสมหรือไม่ คำถามนี้คล้ายกับคำถามว่าคนที่เอามีดแทงตัวเองวันละสองแผล กินเบียร์วันละ 3 ลิตร สูบบุหรี่วันละซองเพื่อความสนุก ควรได้รับเงินจากเงินกองกลางรักษาสุขภาพแห่งชาติหรือไม่

ข้อนี้ต้องกลับไปดูวัตถุประสงค์แต่แรกว่าทำไมเรา ‘จำเป็น’ ต้องให้อภัย หากตอบว่าเพื่อให้สังคมสงบสุขในภาพรวม การไม่ให้อภัยผู้ที่ละเมิดผู้อื่นเป็นอย่างยิ่งเพียงไม่กี่กรณีนั้น จะทำให้สังคมไม่สงบสุขเต็มไปด้วยความโกรธแค้นที่ทำให้เสียความสุขในชีวิต หรือเต็มไปด้วยการแก้แค้นตอบโต้กันไม่จบสิ้นหรือไม่ หากไม่เกิดแล้ว การไม่ให้อภัยเช่นนั้นก็อาจถือได้ว่าเป็นข้อยกเว้นที่สามารถทำได้ ไม่บังคับ ซึ่งข้อนี้จะตอบแบบภาพรวมชี้ชัดกว้างๆ ไม่ได้ ขึ้นอยู่กับกรณี

7. และนี่คือเสี้ยวหนึ่งก่อนวันปีใหม่ ที่น่าจะสรุปคำถามทั้งหมดที่วนเวียนในรอบปีของนี้ของข้าพเจ้า



ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s