อนุทินความคิดเดือนกุมภา

ปฎิบัตินิยม เป็นความมักง่าย

นั้นเป็นความคิดหนึ่งที่ข้าพเจ้าเคยเชื่ออย่างยิ่งในอดีต

ทำไมเราต้องลดมาตรฐานทางการแสวงหาความจริงให้กับกรอบจำกัดของชีวิตประจำวัน ไม่น่าจะมีเหตุผลอะไรก็สนับสนุนให้เราทำเช่นนั้นได้เลย

นั้นเป็นเหตุผลสนับสนุนความเชื่อในอดีตของข้าพเจ้า

เป็นความคิดขณะที่ข้าพเจ้ายังเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัย และมีเวลาว่างที่จะอะไรก็ได้มากกว่า 7 ชั่วโมงต่อวัน ของทุกๆ วัน

แต่ความคิดของข้าพเจ้าด้านบนก็เริ่มเปลี่ยนไปเมื่อได้รู้ 2 ข้อเท็จจริง ซึ่งข้อเท็จจริงหนึ่งมาจากการอ่านหนังสือ ข้อเท็จจริงหนึ่งมาจากประสบการณ์

1. ข้อเท็จจริงที่ 1

ประสบการณ์จากชีวิตประจำวันไม่ใช่ของห่างไกลจากปรัชญา แต่ตรงกันข้าม มันเป็นของใกล้เสียยิ่งกว่าใกล้ ความคิดใดที่ขัดแย้งกับประสบการณ์ธรรมดาๆ นี้จะต้องถูกตั้งข้อสงสัย ความสงสัยนี้ไม่ทำให้ความคิดนั้นผิดหรือถูก แต่มันก็ลดความน่าเชื่อถือของความคิดนั้นลงไป เช่น หากอ้างว่าความดี-ความชั่วเป็นเรื่องขึ้นอยู่กับแต่ละคน ทำไมคนส่วนใหญ่ยังมีความรู้สึกว่าต้องจ่ายเงินเพื่อซื้อของ ทำไมไม่แกล้งขโมยยัดใส่เสื้อใส่กางเกงทุกครั้งที่สบโอกาส ทั้งที่ความดีความชั่วก็ขึ้นอยู่กับนิยามแต่ละคนอยู่แล้ว ถ้าเราอยากได้สินค้าอะไรแม้มีเงิน เราก็สามารถนิยามได้ว่าการขโมยของไม่ใช่ความชั่ว เป้นต้น

ขนบธรรมเนียมทางปรัชญาคือ ใครอ้างความคิดอะไรที่แหวกแนวจากประสบการณ์ที่ชาวบ้านรับรู้ เขาต้องอธิบายเพิ่มอีกว่าที่ผ่านมาคิดกันผิดๆ เพราะอะไร นี่คืออีกตัวอย่างที่แสดงว่าปรัชญาให้ความสำคัญกับประสบการณ์ การรับรู้พื้นๆ มากแค่ไหน

การสงสัยความคิดใดความคิดหนึ่งที่ขัดแย้งกับประสบการณ์ ความคิดเห็นของมวลชน จึงไม่ใช่ปฎิกิริยาที่เป็นอคติต่อการแสวงหาความจริงแต่อย่างใด ทั้งยังเป็นส่วนสำคัญอีกต่างหาก

2. ข้อเท็จจริงที่ 2

ข้าพเจ้าเพิ่งทำงาน 4 เดือน ไม่ใช่งานที่ทำที่บ้าน พาร์ตไทม์ แต่เป็นงานจริงๆ ที่ต้องเดินทางไป-กลับวันละ 3 ชั่วโมง มีบรรยากาศหลายอย่างในสำนักงานที่ทำให้ข้าพเจ้าต้องนึกย้อนกลับมาคิดทบทวนความเชื่อดั้งเดิมของข้าพเจ้า

ที่คลาสสิคที่สุดคือความคิดว่าทุกคนต้องมีส่วนร่วมทางการเมือง เพราะมนุษย์เป็นสัตว์การเมือง ต้องอยู่ในสังคม เป็นความคิดที่ข้าพเจ้าไม่ได้หยิบมาทบทวนตั้งแต่ตอนม.6 แต่หากได้เห็นตารางชีวิตของคนทำงานในสำนักงานจะเข้าใจกระจ่างชัดว่าทำไมมนุษย์ในเมืองไม่สนใจการเมืองในระดับใหญ่ๆ เพราะวันทั้ง 5 วันทำงานมีเรื่องเครียดให้คิดมากพออยู่แล้ว เมื่อหลุดจากห้วงเวลานั้นก็ไม่เหลือแรงจะทำกิจกรรมให้เครียดเพิ่มต่อไปอีก และประกอบกับว่าการเมืองที่กระทบต่อตัวเขาคือการเมืองในระดับองค์กร มากกว่าการเมืองในระดับประเทศ ประสบการณ์ในชีวิตมนุษย์ส่วนหนึ่งจำเป็นต้องเอาไปแย้งกับความเชื่อทางปรัชญาในอดีต เพราะเป็นไปได้ว่าปรัชญาอดีตไม่ได้เตรียมคำตอบให้รูปแบบชีวิตในอีก 100 หรือ 1000 ปีถัดมา

หรือแม้แต่เรื่องไหว้พระ ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ก็แล้วใหญ่ ทั้งที่รู้ดีว่าเป็นสิ่งประกอบสร้างที่มนุษย์สมมุติขึ้นมา ทั้งยังสุ่มเสี่ยงในการถูกใช้เป็นเครื่องมือชักจูงใจ หลอก เอาเปรียบผู้ที่มานับถือ แต่ในบรรยากาศบางอย่างของการทำงาน เรื่องของการบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็เลี่ยงไม่ได้ ไม่เช่นนั้นก็จะกลายบ้า ขาดที่พึ่ง ฯลฯ ข้าพเจ้าไม่ได้บอกว่าอยากจะหันไปบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่ข้าพเจ้าเข้าใจว่าถ้าจะมีคนเชื่อเช่นนั้นจริง เขาจะเชื่อด้วยเหตุผลใด

และอีกต่างๆ นานาที่เริ่มทำให้ข้าพเจ้าเชื่อว่าท้ายที่สุดแล้วในภาพรวมนั้นไม่มีใครเลยที่ไม่มีเหตุผล เราแต่ไม่เข้าใจประสบการณ์ชีวิตที่เขาประสบพบเจอเท่านั้น และการมองข้ามจุดนี้เองที่ทำให้การแสวงหาความจริงทางปรัชญาคับแคบและห่างไกลจากความเป็นมนุษย์มากขึ้นเรื่อยๆ

ข้าพเจ้าค้นพบว่าช่วงนี้ทำไมข้าพเจ้าเหมือนจะกลายเป็นคนอนุรักษนิยมขึ้นทุกวัน ทำไมชอบประนีประนอมกับสิ่งที่พวกหัวก้าวหน้าไม่คิดที่จะประนีประนอมอย่างเรื่องศีลธรรม ศาสนา ความเชื่อมวลชน ฯลฯ แต่เมื่อคิดอีกทีแล้วก็เป็นเรื่องดีเหมือนกัน เพราะการคิดอยู่แต่ในกรอบลัทธิจะทำให้การวิเคราะห์แคบลงไป

มิเชล ฟูโกต์ไม่กลัวที่จะเปลี่ยนความคิดตัวเองเอาดื้อๆ ต่อหน้าธารกำนัน ข้าพเจ้าก็ไม่กลัว แต่ข้าพเจ้าก็ยังไม่รู้ว่าความนึกคิดของข้าพเจ้าจะเปลี่ยนไปในทิศทางใด



ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s