ความลำเอียงในมหาวิทยาลัย และความลำเอียงในทีมกีฬา

ผู้ใดมีความเห็นว่านโยบายของโรงเรียน ของรัฐบาล ฯลฯ สมควรให้ความสนใจแก่กลุ่มคนที่เป็นกลุ่มน้อย ด้อยโอกาสทางสังคม ก่อนบุคคลทั่วไป ผู้นั้นกำลังเห็นด้วยกับ “Affirmative Action”

ตัวอย่างเช่น เห็นด้วยกับการจัดสรรทุนเล่าเรียนต่างประเทศให้แก่เด็กในโรงเรียนตามต่างจังหวัดก่อนโรงเรียนในเมือง เห็นด้วยกับการให้สิทธิชาวต่างชาติในประเทศโลกที่สามเข้าเรียนมหาวิทยาลัยตามสัดส่วนที่จัดสรรไว้เฉพาะ เหล่านี้คือนโยบาย Affirmative Action ทั้งสิ้น

วิดีโอด้านบนเป็นคลิปที่กลุ่มนักศึกษาที่มหาวิทยาลัย UC Riverside สหรัฐอเมริกา เดินไปขอให้คนอื่นๆ ช่วยลงชื่อเรียกร้องให้ใช้ Affirmative Action ในชมรมบาสเกตบอล อ้างว่าปัจจุบันนี้สมาชิกชมรมมีแต่กลุ่มคนแอฟริกัน-อเมริกัน ไม่ให้โอกาสกลุ่มที่ด้อยโอกาสในทางกีฬาบาสเกตบอลอย่างกลุ่มชนผิวขาวเข้าร่วมบ้าง จึงขอให้ช่วยจัดสรรโควต้าสมาชิกคนผิวขาวในชมรมให้ด้วย

นักศึกษาที่เจอมุกนี้ ล้วนตอบว่าไม่เห็นด้วย เพราะใครจะเข้าไปอยู่ในทีมกีฬา ควรวัดที่ความสามารถ แต่เมื่อถูกถามว่าแล้วทีตอนที่มหาวิทยาลัยคัดเลือกคนโดยจัดสรรที่ว่างให้ชาวต่างชาติด้อยโอกาส 10%-20% ทั้งที่เกรดเฉลี่ยก็ไม่ได้ดีเท่าชนผิวขาวที่มีโอกาสในโลกพัฒนาแล้วที่ถูก reject admission บางคน แบบนี้ไม่ผิดหรืออย่างไร

บลอก Overcoming Bias [ลิงค์] ช่วยนักศึกษาที่ถูกถล่มอย่างน่าสงสารว่า การจะอนุญาต Affirmative Action ในการ Admission เข้ามหาวิทยาลัย พร้อมๆ ไปกับอนุญาตให้ทีมบาสเกตบอลมีแต่กลุ่มชนแอฟริกัน-อเมริกันนั้น ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลย

ก็ในเมื่อประเด็นทั้งหมดที่ต้องมาปฎิบัติให้ต่างกัน ก็เพราะเรากังวลว่าคนกลุ่มหนึ่ง (แอฟริกัน-อเมริกัน) กำลังมีสถานะแย่กว่าคนกลุ่มทั่วไป เราต้องการยกสถานะของคนกลุ่มนั้นให้เท่าเทียมกัน ทางหนึ่งคือให้สิทธิพิเศษผ่าน Affirmative Action อีกทางหนึ่งก็คือให้สิทธิพิเศษด้วยการอนุญาตให้ชนกลุ่มน้อยนั้นกีดกันบุคคลทั่วไปก็ได้ ทั้งสองอย่างอย่างเป็นเรื่องการปรับสถานะให้เท่าเทียมกันทั้งสิ้น

คำตอบนี้ไม่เป็นที่น่าพึงพอใจนักสำหรับข้าพเจ้า น่าจะมีคำอธิบายที่ดีกว่านี้ที่จะทำให้ Affirmative Action ของมหาวิทยาลัย กับการที่สมาชิกชมรมบาสเกตบอลไม่เปิดโควต้าเชื้อชาติให้กับคนผิวขาว เป็นเรื่องที่สอดคล้องทางตรรกะต่อกัน ขอให้อ่านต่อไปเพื่อลุ้นว่าข้าพเจ้าจะให้เหตุผลสำเร็จหรือไม่

องค์กรเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นให้มี องค์กรอยู่ด้วยวัตถุประสงค์ของมัน หากปราศจากวัตถุประสงค์แล้วความเป็นองค์กรก็ไม่จำเป็นต้องมีอยู่

เพราะเหตุใดเราจึงตั้งองค์กรการศึกษาอย่างมหาวิทยาลัย? การกล่าวว่าเพื่อเป็นที่แสดงข้อมูลความรู้เพียงอย่างเดียว ก็ย่อมขัดกับข้อเท็จจริงที่ว่าความรู้นั้นย่อมได้มาจากหลายที่ โดยเฉพาะปัจจุบันที่มีวิดีโอเลกเชอร์ดีๆ เผยแพร่ทั่วไปตามเวบไซต์โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ทำไมต้องจ่ายเงินราคาสูง พร้อมทั้งย้ายสถานที่ออกจากบ้าน ไป “รับความรู้” ในสถานที่เฉพาะ ดังนั้นถ้าเห็นว่ามหาวิทยาลัยคือสถานที่เผยแพร่ความรู้เพียงอย่างเดียวนั้น สิ่งที่ต้องเกิดขึ้น ณ วันนี้คือต้องไม่มีมหาวิทยาลัยเหลืออยู่ เพราะจุดประสงค์ขององค์กรซ้ำซ้อน ไม่คุ้มทุนกับสิ่งที่ต้องจ่าย

สาเหตุที่คนเลือกรับความรู้ที่มหาวิทยาลัย นอกจากจะรับความรู้ เรื่องของบรรยากาศ การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น สังคมภายในมหาวิทยาลัย ล้วนเป็นปัจจัยที่ต้องผนวกไปสู่จุดประสงค์ของมหาวิทยาลัยด้วย เป็นความรับผิดชอบของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการคัดเลือกคนเข้าเรียน ในการสร้างบรรยากาศทางปัญญาให้เกิดขึ้นในสังคมจำลองขององค์กร

ถ้าเขามีจุดประสงค์เช่นนี้แล้ว เขาจะเลือกคนเข้าศึกษาอย่างไร? ถ้าเขาเลือกแต่คนที่มีเกรดเฉลี่ยสูงสุดไล่ลงไปแล้วตัดจนครบโควต้า แล้วพบว่าผู้ที่ได้รับคัดเลือกมีแต่ชนผิวขาวในประเทศของตนเอง เช่นนี้จะเกิดอะไรขึ้นกับสังคมจำลองนี้? พวกเขาก็อาจจะมีความคิดเห็นแตกต่าง พอจะแลกเปลี่ยนความเห็นกันได้ แต่คนในวงการศึกษาอาจมองว่าถ้านำคนที่มีภูมิหลังพิเศษเช่นเกรด “เกือบ” ถึงเกณฑ์แล้วแต่เคยทำธุรกิจเลี้ยงฟาร์ม เปิดร้านอาหาร สร้างบริษัทเข้าตลาดหุ้นมาก่อน หรือชาวต่างชาติโลกที่สามที่เกรดก็ “อีกนิด” จะเข้าได้แล้ว มีประสบการณ์เกี่ยวกับพิธีกรรมพิเศษประจำชนเผ่ามากมายจะเล่าให้ฟัง เข้ามาร่วมสังคมด้วย การแลกเปลี่ยนความคิดความเห็นจะวิ่งไปได้ไกลกว่า เช่นนี้ก็ต้องเป็นเรื่องดุลยพินิจของคนคัดเลือกเองที่ต้องทำให้เป้าหมายการสร้างสังคมการเรียนรู้นั้นสำเร็จลุล่วง

ในขณะที่ความหลากหลายทางปูมหลังคือหัวใจของสังคมมหาวิทยาลัย แต่สังคมของทีมกีฬากลับไม่มีวัตถุประสงค์ดังกล่าว

ทีมกีฬาไม่ใช่สถานที่เพื่อการหาบรรยากาศแลกเปลี่ยนประสบการณ์ต่างแดนต่างอาชีพ หากแต่มีจุดประสงค์คือการทำให้แฟนทีมพึงพอใจในการรับชมประสิทธิภาพ

“ความสามารถ” จึงกลายเป็นปัจจัยหลักแทนที่ “ความหลากหลาย” ในกรณีนี้ ผู้คัดเลือกต้องคำนึงจุดประสงค์นี้ทุกครั้งที่จะรับคนเข้าทีม ดังนั้น การจะไปบังคับให้เขาสร้างทีมที่มีเชื้อชาติหลากหลายแต่ไม่มีความสามารถก็ย่อมขัดกับหัวใจการดำรงอยู่ขององค์กร

การใช้ Affirmative Action ในการศึกษา และการใช้ความสามารถเท่านั้นมาคัดเลือกคนเข้าทีมกีฬา จึงเป็นการกระทำที่สอดคล้องทางตรรกะ เพราะล้วนแต่เป็นการกระทำเพื่อตอบสนองวัตถุประสงค์ขององค์กร

แม้จะอ้างได้ว่าองค์กรต่างๆ ไม่สามารถกำหนดวัตถุประสงค์ตามใจชอบได้ ต้องสนใจปัจจัยทางสังคมอื่นๆ ด้วย แต่การกำหนดให้ทีมกีฬาต้องมีแต่บุคคลมีความสามารถก็ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด การเข้าทีมกีฬาก็ไม่ได้เป็นการทำให้เขาขาดสิทธิที่จะเล่นกีฬาชนิดนั้นไป เขาจะเล่นกีฬานั้นที่สวนสาธารณะ หรือกับเพื่อนก็ได้

อีกสาเหตุหนึ่งที่พอจะอธิบายความรู้สึกกระอักกระอ่วนต่อเรื่อง Affirmative Action ในทีมกีฬาได้ก็คือ เพราะกีฬานั้นมีต้นทุนที่ถูก ทุกคนเข้าถึงได้โดยเท่าเทียมกัน ในขณะที่การมีเกรดที่ดีในโรงเรียนม.ปลาย มหาวิทยาลัยที่น่าเชื่อถือนั้น ต้นทุนไม่ถูก เพราะมีค่าใช้จ่ายตั้งแต่ส่งเข้าเรียนชั้นประถม ควบคุมปัจจัยการเรียนรู้ตลอดพัฒนาการ ความไม่เท่าเทียมจึงอาจเกิดขึ้นได้ แต่สำหรับกีฬาที่ทุกคนมีโอกาสเล่นและซ้อมได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายหรือจ่ายแต่มีราคาถูก ความไม่เท่าเทียมจึงไม่น่าจะมี ยกเว้นกรณีใช้สารเคมีพิเศษ ซึ่งนั้นก็เป็นเรื่องที่ต้องห้ามอยู่แล้วในวงการกีฬา

เดิมทีข้าพเจ้าแค่ต้องการสืบหาความเห็นเพิ่มเติมใน comment Youtube แต่แค่อ่านความเห็น “แนะนำ” อันแรก ก็ต้องทำให้ต้องหยุดมาเขียน entry นี้แทน



ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s