วันพุธที่แปลกแยก: อริสโตเติ้ลเลือกอาชีพ และกรณีผู้บาดเจ็บย่านแม้นศรี

– 1 –
อริสโตเติลเป็นคนหนึ่งที่สนุบสนุนการมีทาส

เหตุผลหนึ่งที่ว่า ถ้าคนเราต้องพะว้าพะวังกับการบ้านงานเรือนทุกคนแล้ว ก็จะไม่มีใครหันมาเข้าร่วมการใช้ชีวิตเป็นพลเมือง ไม่เกิดการค้นหาชีวิตดีๆ ร่วมกันนั้น น่าจะเป็นเหตุผลที่ “ไม่ถูก” สำหรับใครหลายคน แต่นั้นไม่ใช่ทีเด็ดหลักของการสนับสนุนเรื่องทาสของเขา

อริสโตเติลชี้ว่าบทบาทหน้าที่ของมนุษย์ต้องสอดคล้องได้ดีกับธรรมชาติของแต่ละคน บางส่วนเกิดมาเพื่อเป็นพลเมือง บางส่วนเกิดมาเพื่อเป็นผู้ทำงานบ้านงานเรือน นั้นจึงเป็นจุดที่ทำให้เขาชิ่งจากการถูกกล่าวหาว่านิยมอำนาจ การบังคับข่มขู่ได้ เพราะตามตรรกะนี้นั้น การบังคับให้ผู้คนเป็นทาสเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง สาเหตุเพราะไม่สอดคล้องกับธรรมชาติของแต่ละคน ทาสที่ต้องการหนีจากความเป็นทาสก็ต้องถือว่าขัดกับธรรมชาติของเชาคนนั้นๆ เช่นกัน

ทาสของอริสโตเติลที่เขาสนับสนุน จึงเป็นทาสที่ต้องใจปฎิบัติหน้าที่ดังกล่าว โดยไม่รู้สึกอยากขัดขืน

เหตุผลเช่นนี้มีประโยชน์อย่างมากเมื่อเอามาใช้ในบริบทของการจ้างงานตามความเห็นของศาสตรจารย์ซานเดล ในขณะที่เหล่าเสรีนิยมไม่เห็นความตะขิดตะขวงใจเมื่อมีการจ้างคนไปทำงานซ้ำซากตามสายพานเครื่องจักร โดยได้รับค่าตอบแทนเหมาะสม แต่อริสโตเติ้ลจะชี้ว่าแค่การตกลงระหว่างสองฝ่าย ประกอบกับการมีค่าตอบแทนที่เหมาะสมนั้นยังไม่พอ ต้องดูเพิ่มว่าคนที่จะทำงานนั้น มีธรรมชาติที่สอดคล้องกับเนื้องานหรือไม่

นักคิดสมัยใหม่มักจะนำเสนอว่าธรรมชาติของมนุษย์คือการมีเสรีภาพ เช่นคำกล่าวว่า “มนุษย์ถูกสาปให้มีจิตเสรี” “การมีชีวิตคือการเลือก” ของชอง ปอล ซาร์ต ซึ่งหากมาอ่านคุ่กับเรื่องธรรมชาติของงานแล้ว ก็จะได้ว่าไม่มีใครที่เหมาะกับงานทาสเลย แต่ถ้าดูให้ดีแล้วจะพบว่า ไม่มีใครเหมาะกับงานใดๆ ในยุคสมัยใหม่เลย เพราะต่างคนต่างต้องให้บริการโน้มน้าวเข้าหาซึ่งกันและกัน เช่น พนักงานบริษัทต้องให้บริการผู้บังคับบัญชา และผู้บังคับบัญชาต้องรับใช้ลูกค้าที่บริษัทของตนไปแสวงหาประโยชน์ อาชีพที่เหลือไว้ก็จะมีแต่งานฟรีแลนซ์ เทานั้น ที่ดูจะเหมาะกับจิตวิญญาณที่ถูกสาปให้เสรีของมนุษย์

ในทางปฎิบัติแล้ว คนที่อยากมีงานฟรีแลนซ์ อาจคือคนที่กำลังเป็นทาสอยู่ในขณะนี้ และคนที่ทำงานฟรีแลนซ์ขณะนี้ ก็อาจจะฝันถึงการเป็นทาสอยู่ในบางห้วงอารมณ์ ทำให้เห็นว่าธรรมชาติของมนุษย์ก็มีความคลุมเครืออยู่มาก

-2-

ข้าพเจ้าเดินผ่านที่วัดโลหะปราสาท เดินเข้าไปทางแม้นศรีผ่านชุมชนดอกไม่ไฟในวันหนึ่ง พบว่ามีคนกำลังมุงดูเหตุการณ์สองฟากถนน พบว่าเป็นกรณีมีคนเจ็บสาหัส กำลังถูกลำเลียงไปโรงพยาบาลโดยรถกระบะใจบุญ ทุกคนที่อยู่บริเวณนั้นมุงดู ข้าพเจ้ากำลังคิดว่าการกระทำใดที่เหมาะสมที่สุดในสถานการณ์นั้น

1. เข้าไปช่วย: เป็นทางเลือกที่ไม่เหมาะสม เพราะขณะนั้นผู้บาดเจ็บอยู่บนรถกระบะแล้ว กำลังรอแค่คนขับที่กำลังวิ่งจากด้านท้ายไปด้านหน้า

2. ถ่ายรูป: ข้าพเจ้ามีกล้องอยู่ในมือ และกำลังคิดว่าเหตุการณ์นี้เป็นโอกาสภาพ Street ที่มี shot “ลุ้น” แฝงอยู่มาก แต่ท้ายที่สุดก็ไม่ได้เลือกทำ เพราะสัญชาตญาณบอกว่าไม่เหมาะสม แต่ก็ให้เหตุผลว่าเพราะเหตุใดจึงไม่เหมาะสม อย่างไรก็ดี สัญชาตญาณเป็นเครื่องมือทางปรัชญาที่สำคัญ ที่มักแจ้งเตือนข้อสรุปที่ถูกต้องก่อนการเข้าถึงข้อสรุปนั้นด้วยเหตุผล จึงขอเลือกเชื่อสัญชาตญาณในกรณีนี้

3. ยืนดู: การยืนดูไม่ทำให้ใครได้ประโยชน์ ข้าพเจ้าเสียเวลาที่ยืมมุงดู ผู้บาดเจ็บก็ไม่ได้รับประโยชน์อะไรจากการยืนดูของข้าพเจ้า

สุดท้ายข้าพเจ้าจึงเลือกเดินฝ่าฝูงชนไปเฉยๆ โดยไม่ทำอะไร



ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s