Justice และศิลปะที่หายไปจากการถกเถียง

ความเป็นธรรมควรถูกประเมินอย่างไร? ตามตำราว่ากันว่ามี 3 รูปแบบ: พิจารณาอรรถประโยชน์สุดท้ายเป็นหลัก, พิจารณาสิทธิ-เสรีภาพเป็นหลัก, พิจารณาธรรมชาติของความดีงามเป็นหลัก

Justice เป็นหนังสือของไมเคิล ซานเด อาจารย์เลกเชอร์ประจำมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ท และเคยเป็นรีทเลกเชอร์เรอร์ของสถานีวิทยุ BBC Radio 4 ก็พูดถึงแนวคิดสามอย่างข้างต้น แต่สิ่งที่ฉีกแนวจากตำราปรัชญาทั่วไป ก็คงเป็นลีลาการผูกเรื่องที่ใกล้ตัวเข้ากับปรัชญาการเมืองที่ไม่ได้ทำเพื่อยกตัวอย่าง แต่ใช้ทำเพื่อดำเนินเรื่องราว ก่อสร้างข้อถกเถียงทั้งหมด อีกเรื่องที่ฉีกแนวจากตำราคือ มันไม่ใช่หนังสือที่เป็นกลาง จากความคิดสามอย่าง ซานเดลเลือกอย่างสุดท้าย (ทฤษฎีคุณธรรม) ซึ่งไม่ใช่เรื่องเสียหายถ้าคำนึงว่าเรื่องที่เขากำลังเขียนถึง เป็นประเด็นที่หลีกเลี่ยงการเลือกข้างไม่ได้

ไม่มีอะไรจะทำให้ได้ชื่นชมหนังสือเล่มที่ดีเล่มหนึ่งนี้ได้อย่างครบถ้วนเท่ากับการอ่านเอง และฉบับภาษาไทยโดยผลงานของอาจารย์สฤณก็กำลังอยู่ในระหว่างการแปล ซึ่งถูกมือ เพราะอาจารย์เป็นคนหนึ่งที่เคยได้นั่งในคลาสของซานเดลที่ฮาร์วาร์ด

ข้าพเจ้าคงทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าเขียนความคิดสั้นอันแตกแยกลงท้ายโพส ดังนี้:

1. ทำไมซานเดลเห็นว่าทฤษฎีคุณธรรมเหมาะสมต่อการคิดเรื่องความยุติธรรม

เพราะท้ายที่สุดแล้ว ซานเดลเห็นว่าไม่ว่าการถกเถียงจะมาทางไหน ท้ายที่สุดย่อมต้องลงท้ายที่ว่าการกระทำนั้นโดยธรรมชาติของมันแล้ว มันมีเพื่ออะไร และการกระทำแบบไหนควรได้รับการยกย่อง

ขอย้อนหลับไปเพื่อไม่ได้สับสน

กลุ่มที่เห็นว่าอรรถประโยชน์นิยมคือวิธีคิดที่ถูกต้อง จะใช้วิธีเชิงปริมาณเข้าแก้ปัญหาทางจริยธรรม เช่น ถ้าเขาเจอคำถามว่า คนไข้โรคใดควรได้รับเงินอุดหนุนการรักษาจากรัฐบาลระหว่างผู้เป็นมะเร็งปอดเพราะสาเหตุจากการสูบบุหรี่ หรือเป็นมะเร็งลำไส้ซึ่งเกิดจากพันธุกรรม ทางแก้ไขคือการวัดมูลค่าทางเศรษฐกิจ ทรัพยากรต่างๆ ที่จะได้รับการเลือกแต่ละทางและยึดเอาทางที่จะทำให้มีมูลค่าอรรถประโยชน์สูงสุด ซึ่งถ้าทำเช่นนั้นจะทำให้สิทธิของคนอรรถประโยชน์น้อยถูกรังแกโดยหลักคณิตศาสตร์อยู่เรื่อยไป

กลุ่มที่เห็นว่าสิทธิเสรีภาพควรมาก่อนจึงเข้ามาช่วยเหลือ แต่แล้วก็จะพบว่าเพียงข้อเท็จจริงที่ว่าใครมีสิทธิทำอะไร ไม่ได้ตอบคำถามว่าเขาควรได้อย่างนั้น อย่างเรื่องการแต่งงานของเพศเดียวกัน หากพิจารณาเพียงว่ามนุษย์มีสิทธิเท่าเทียมกัน เพศเดียวกันแต่งงานกันได้ แต่สุดท้ายก็ไม่ขัดเจนว่าแล้วทำไมต้องสนใจเรื่องการแต่งงานตั้งแต่ต้น ทำไมไม่ให้รัฐบาลเลิกการรับรองการแต่งงาน แล้วให้คนไปแต่งงานหมู่ 4-5 คน แต่งงานกับต้นไม้ สิงสาราสัตว์ซึ่งแบบนี้จะสนับสนุนสิทธิเสรีภาพมากกว่า ทำไมร้องขอแต่เพียงว่าให้รัฐบาลรับรองการแต่งงานของเพศเดียวกัน

ท้ายที่สุดจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องถามว่าการแต่งงานมีเพื่ออะไร ลักษณะแบบไหนของความรักที่มีคุณค่าเพียงพอที่จะให้รัฐบาลรับรู้ ซึ่งนี้ก็คือทฤษฎีคุณธรรม (Virtue theory) ของอริสโตเติ้ล ที่ระบุว่าทุกคนควรได้ในสิ่งที่คนนั้นๆ ควรได้ โดยให้คำนึงถึงธรรมชาติแก่นแท้ (Essential) ของสรรพสิ่งว่ามีไว้เพื่อเหตุใด ซานเดลชี้ว่าไม่ว่าจะเริ่มเถียงอย่างไรในกรอบสิทธิเสรีภาพ ท้ายที่สุดก็ต้องวกมาหาเรื่องที่ว่า สิ่งนี้ควรเป็นอย่างไร สิ่งนั้นควรเป็นของใคร ซึ่งเลี่ยงไม่ได้ การวางตัวเป็นกลาง คำนึงแค่ว่าคนนี้มีสิทธิใดโดยละเลยเรื่องความถูกต้องเหมาะสม เป็นเรื่องที่ทำไม่ได้จริง

2. ทำไมซานเดลสนับสนุนให้คนมีสำนึกชุมชน/สำนึกในชาติ

ทฤษฎีคุณธรรมชวนให้มองเห็นการดำรงอยู่การผู้คนที่อยู่ร่วมวัฒนธรรมเดียวกัน หรือคนที่มีความสัมพันธ์ใกล้เคียงกัน ตามความเห็นของของซานเดล ที่ดินสาธารณะแปลงนี้ควรเป็นของห้างสรรพสินค้า หรือทำเป็นสวนสาธารณะ คำตอบก็ต้องเริ่มจากที่ดินสาธารณะมีไว้ทำอะไร การใช้งานที่ดินแบบไหนสมควรได้รับการยกย่อง ซึ่งจะเลี่ยงไม่พูดเรื่องชุมชน สังคมไม่ได้

ซานเดลยังหยิบยืมแนวคิดเรื่อง Narrative มาสนับสนุนข้ออ้างข้อนี้ เขามองว่ามนุษย์ดำรงอยู่ใน Narrative หลายๆ อย่างในห้วงชีวิต เช่น Narrative ของการเป็นนักเรียน Narrative ของการเป็นผู้ปกครอง Narrative ของการเป็นคนในชุมชน Narrative ของคนที่อยู่ในชาติ สำนึกทางจริยธรรมควรผูกพันกับ Narrative นั้นๆ ซึ่งเป็นสัญชาตญาณของมนุษย์ เช่น เมื่อคนไทยไปต่างประเทศ Narrative ของความเป็นคนไทยจะเด่นชัดยิ่ง (จะจับกลุ่มทักทายกับคนไทยในที่แห่งนั้น, ช่วยเหลือกันเองมากกว่าไปช่วยคนชาติอื่น ฯลฯ)

ข้าพเจ้าได้กลิ่นว่าแนวคิดนี้เป็นจุดเริ่มที่ดีของการศึกษาบทบาทของภาพยนตร์ กับจริยศาสตร์

3. ทำไมข้าพเจ้าชื่นชอบหนังสือเล่มนี้

ปรัชญาภาคพื้นยุโรป มีลักษณะอย่างหนึ่งที่ข้าพเจ้าสังเกตคือ การขัดขืนต่อสัญชาตญาณ โดยเฉพาะปรัชญาภาคพื้นยุโรปสมัยใหม่ ที่หลายข้ออ้าง ถ้าไม่ได้อ่าน หรือมีพื้นความรู้มาก่อน ก็แทบเป็นไปไม่ได้ที่จะคิดขึ้นมาได้เอง เช่น คนไม่มีเพศ, ศีลธรรมเป็นวาทกรรม ฯลฯ แตกต่างจากปรัชญากรีกโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปรัชญาของอริสโตเติล ที่นอบน้อมเข้าหาสัญชาตญาณของมนุษย์

ยกตัวอย่างเช่น ทำไมเราอยากช่วยเหลือคนไทยในต่างแดนมากกว่าคนต่างชาติ ถ้าเป็นปรัชญาภาคพื้นยุโรปก็จะมองว่าอันนี้มันไม่ถูกตั้งแต่ต้นแล้ว ต้องแก้ไข แต่ปรัชญาของอริสโตเติลเรียกร้องให้สืบค้นว่าทำไมสัญชาตญาณถึงเป็นแบบนี้ จนท้ายที่สุดเราอาจจะพบหลายอย่างที่มีพลังในการอธิบายที่หนักแน่นไม่แพ้กัน เช่นเรื่อง Narrative เป็นต้น ลักษณะนี้สอดคล้องกับแนวคิด Saving the Phenomena ที่กล่าวว่าขอให้เริ่มศึกษาจากสิ่งที่เป็นอยู่ และให้คำอธิบายที่ไม่ขัดแย้งกับสิ่งที่เป็นอยู่ และนี้ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจสำหรับคนที่เริ่มศึกษาปรัชญาจากปรัชญาภาคพื้นยุโรปก่อน อย่างข้าพเจ้า

4. จะได้อะไรอย่างอื่นอีกจากหนังสือเล่มนี้

ได้รู้ว่าการมี position ในเรื่องนโยบายไม่ใช่เรื่องง่าย เวบบอร์ดหลายแห่งในไทยพูดถึงนโยบายของรัฐบาลอย่างเผ็ดร้อน รวดเร็ว จนเร็วเกินไปในความเห็นข้าพเจ้า ความเร็วทำให้พลาดจุดบกพร่องหลายอย่างที่จะเห็นได้ต่อเมื่อใจเย็น และยิ่งใส่ลีลาโวหารเข้าไป ก็ยิ่งทำให้ข้อถกเถียงคลุมเครือ แกะออกมายาก และไปต่อไม่ได้ และนี่ทำให้การคุยกันเรื่องนโยบาย เรื่องการเมืองในประเทศนี้เป็นเรื่องที่ขาดความน่าสนใจ

หนังสือเล่มนี้ที่กำลังแปลจึงถูกเวลา และจะทำให้รู้ว่านอกจากเรื่องความจงรักภักดี บาปกรรม ชนชั้น ความเท่าเทียมแล้ว ยังมีอะไรอีกมากให้ศึกษาเกี่ยวกับจริยธรรม

และผู้ที่ยังไม่ได้แน่ใจ เชิญชมวิดีโอเลกเชอร์ 20 นาทีที่งาน TED เพื่อลองลิ้มชิมรส



ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s