หนังสือแห่งจักรวาลของโอคาคุระ

20111210-011252.jpg

หนังสืิอมีชื่อว่า The Book of Tea แต่คงมีแต่บทสองบทเท่านั้น ที่โอคาคุระ ผู้แต่งพูดถึงประเภทของชา ประวัติความเป็นมา วิธีการชง พื้นที่ที่เหลือกลับเป็นเรื่องลัทธิเต๋า สถาปัตยกรรม การจัดดอกไม้ ฯลฯ

อาจเป็นเพราะวัฒนธรรมชาในญี่ปุ่นนั้นก็คงวงเวียนแต่กับชาเขียว ส่วนความหลากหลายที่จะพูดถึงกันได้ คงเป็นเรื่องรูปแบบของชาว่าเป็นผง เป็นใบสด เป็นแคปซูล หรือเก็บแบบพิเศษอย่างไร อีกเรื่องก็คือปลูกที่ใด ทั้งนี้แตกต่างจากวัฒนธรรมชาของเมืองจีน ที่มีความหลากหลายจนชวนให้เวียนหัวพิศวงแก่ผู้ที่เริ่มสนใจ เช่น ทำไมชาหลายอย่างถูกเรียกรวมว่าอู่หลง? ต้าหงผ่าวต่างจากสุ่ยเซียนอย่างไร? ทำไมข้างซองชามะลิถึงแปะป้ายว่าเป็นชาวเขียว? ทั้งนี้ความพิศวงจะขยายออกไปไม่มีที่สิ้นสุด เมื่อมาพบกับวัฒนธรรมชาสมัยใหม่ของไต้หวัน ที่จะมาเพิ่มจำนวนคำถามที่ตอบไม่ได้ที่มากอยู่แล้ว ให้มากขึ้น เช่น ต้งติ่งคืออะไร? ดงฟางเหม่ยเหรินคือชาประเภทใด? ชาสี่ฤดูกับทิกวนอิม เหมือนกันหรือไม่?

การดื่มชาของญี่ปุ่น แม้องค์ประกอบสำคัญคือต้องมีชาให้ดื่ม แต่ที่สำคัญมากกว่านั้น คือบรรยากาศที่รายล้อมการดื่ม ที่คนญี่ปุ่นให้ความสำคัญในทุกรายละเอียด

คำว่า “ทุกรายละเอียด” ในที่นี้ ไม่ได้จำกัดแค่เรื่องตัวชา ที่ต้องตระเตรียมโดยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะ

เตาน้ำร้อนก็ต้องมีการจัดเรียงช่องระบายไฟให้เกิดเสียงคล้ายคลื่นทะเล หรือเสียงพายุฝน เมื่อมีการจุดไฟ อุปกรณ์ชาต้องไม่ทำให้เกิดความซ้ำกันในชุด เช่น ถ้วยทรงกลมต้องปะทะกับถาดสี่เหลี่ยม ชามสีฟ้าจับคู่กับกาต่างสี เพื่ิอสะท้อนแนวคิดความอสมมาตรหลากหลายของสรรพสิ่งตามแนวคิดเต๋า ตัวชิ้นงานศิลปะที่ตั้งอยู่บนแท่นโชว์ก็ต้องเลือกสรรอย่างตั้งใจ ว่าจะใช้ดอกไม้หรือภาพวาด หรือถ้าใช้ทั้งสองอย่าง ต้องทำอย่างไรจึงจะน่าสนใจ ดอกไม้ที่ใช้ควรเป็นแบบใด จึงจะไม่ซ้ำกับสภาพความเป็นจริงนอกห้องชา ทั้งนี้ก็อ้างอิงกับหลักการเรื่องความอสมมาตรเช่นเดียวกัน

แม้แต่ตัวขนาดห้องชา ก็ยังต้องควบคุมด้วยหลักการที่ว่า ต้องมีขนาดเล็กเพียง 4 1/2 เสื่อตาตามิ เพื่อให้สอดคล้องกับตำนานครั้งเมื่อพระเจ้าวิกรมาทิตย์อัญเชิญพระมัญชุศรีโพธิสัตว์และเหล่าสาวก 84,000 องค์ เข้าร่วมดื่มชาในห้องขนาดเดียวกันนี้ ซึ่งแน่นอนว่าไม่ได้หมายถึงเอาร่่างกายเข้าไปจริงๆ เพียงแต่จะสื่อว่าดวงจิตของมนุษย์นั้น แก่นแท้เป็นภาวะว่างเปล่าไม่มีปริมาตร ไม่กินพื้นที่ทางกายภาพและทางจิต บรรยากาศในห้องก็ต้องให้มีแสงน้อย สอดคล้องกับรสนิยมชอบ “เงา” ของชาวตะวันออก

สวนที่เป็นทางเดินไปห้องชาก็ต้องเน้นความเป็นธรรมชาติ สงบสวยงามเป็นสะพานเชื่อมจากโลกภายนอกเข้าสู่โลกอีกใบ

การไปกินชาก็ไม่ใช่ว่าเดินไปขอกินกันง่ายๆ ต้องผ่านพิธีกรรม ปลดวางของอาวุธ ก้มตัวลอดประตูขนาดเล็ก ทำความเคารพกันและกันอย่างเงียบเชียบ ยืดเยื้อ ก่อนจะได้กินชาเขียวชามหนึ่ง

แต่ความน่าสนใจอยู่ที่เหตุผลเบื้องหลังว่าทำไม ต้องลำบากลำบนจัดแจงรายละเอียดยิบย่อยจนลืมไปว่ามากินชาหรือมาศึกษาธรรมะ บำเพ็ญพรต

อันที่จริง การกินชากับการศึกษาธรรมนั้น ก็เป็นเรื่องเดียวกันสำหรับคนญี่ปุ่นจริงๆ วัฒนธรรมนี้สืบทอดมาจากลัทธิเต๋าที่อ้างว่ามีธรรมเนียมเสิร์ฟชาสนทนาธรรมกันในหมู่สาวกมาแต่ดั้งเดิม

ลัทธิเต๋าเชื่อว่าจักรวาลทั้งมวลมีขึ้นจากสิ่งหนึ่งสิ่งเดียว แก่นแท้ของสิ่งนี้คือพลังการเปลี่ยนแปลง เคลื่อนไหวที่ไม่รู้จบสิ้น

ข้อเท็จจริงนี้ แปลงมาสู่วิถีการปฎิบัติได้หลากหลาย เช่น ถ้าหากธรรมชาติเปลี่ยนแปลงได้ทุกเมื่ออยู่แล้ว เราก็ควรให้ความสนใจกับการอยู่กับปัจจุบัน สัมผัสประสบการณ์การมีตัวตนอยู่บนห้วงเวลาที่เลื่อนไหล อย่าเสียเวลามากกับอดีต หรืออนาคต ทีนี้ก็มีเหตุผลดีๆ เพื่อมาอ้างว่าพิธีชงชาควรเงียบงัน สงบเสงี่ยม ชวนให้เกิดสมาธิสติ อยู่กับปัจจุบัน

ไฮเดกเกอร์ผู้ที่อยากหาคำตอบว่าสิ่งต่างๆ “เป็น” สิ่งนั้นๆ ได้อย่างไร ก็ยังต้องมาหาคำตอบจากจิตแบบเต๋าที่สำนึกรู้ต่อเวลาปัจจุบันนี้ แล้วเอาไปตั้งชื่อเองว่า “Dasein” (แปลเป็นอังกฤษว่า being-there)

วิถีการปฎิบัติอีกอย่างที่น่าสนใจคือ ถ้าเชื่อแล้วว่าธรรมชาติเปลี่ยนแปลงได้ทุกเมื่อ เราก็ไม่ควรฝืนหรือสอดแทรกการกระทำที่จะไปรบกวนสมดุลทางธรรมชาติ เป็นต้นแบบของแนวคิด “กระทำโดยไม่กระทำ” เช่น ในการชงมัจฉะซึ่งเป็นชาผงบดด้วยเครื่องโม่จนละเอียด การชงต้องใช้แปรงตีกับน้ำจนผสมเป็นฟองเนื้อเดียวกันนี้ การตีหากวางท่าทางในลักษณะที่ต้องฝืนออกแรง ก็จะไม่สามารถตีได้ละเอียดเท่ากับการวางท่าทางที่เป็นธรรมชาติ ใช้แรงน้อย เป็นต้น ในแวดวงการต่อสู้ก็น่าสนใจ เพราะในแนวทางของเต๋า ผู้ที่ออกแรงมากกว่าจะต้องหมดแรงก่อนผู้ที่ไม่ตอบโต้ และถึงเวลานั้นผู้ที่มีแรงเหลือจึงสามารถเอาชนะได้ ด้วยการต่อสู้น้อยกว่า

The Book of Tea ของโอคาคุระเล่มนี้ อาจจะไม่ให้คำตอบว่าต้องชงชาด้วยน้ำกี่องศาจึงจะหอม หรือควรเลือกกาทรงใดเพื่อใช้กับชาชนิดต่างๆ แต่สิ่งที่ได้กลับน่าสนใจกว่านั้น มันให้ภาพที่ชัดเจนของชาในฐานะเครื่องดื่มทางวัฒนธรรมของชาวตะวันออกที่สำคัญมากกว่าการใช้กินประกอบอาหาร

น้ำเสียงของผู้เขียนที่คอยวิพากษ์วิจารณ์ความตื้นเขินของวัฒนธรรมชาวตะวันตกในหนังสือเล่มนี้ก็น่าสนใจ เนื่องจากโอคาคุระเขียนหนังสือเล่มนี้เป็นภาษาอังกฤษด้วยสำนวนที่ดีมาก เพื่อพูดกับคนตะวันตกโดยตรง พร้อมถือโอกาสระบายความอัดอั้นตันใจที่วัฒนธรรมความเรียบง่ายแบบตะวันออก ถูกดูถูกโดยชาวตะวันตกที่ไม่เข้าใจหลักการพื้นฐานของความเชื่อ แน่นอนว่าเขาไม่ได้หยิบยก หรืออ้างเหตุผลมาสนับสนุนโต้แย้งอย่างเป็นระบบ แต่ใครจะไปรู้ว่าความเชื่อในเรื่องการโต้แย้งด้วยเหตุผล ในตัวมันเองก็อาจเป็นแค่หนึ่งในอำนาจของความคิดตะวันตกที่ครอบงำตัวเราอยู่ก็เป็นได้

ถ้าข้าพเจ้าจะได้อะไรจากหนังสือเล่มนี้ ที่ได้มากที่สุดคือความคิดที่ว่า เราควรใช้ประโยชน์จากปรัชญาตะวันออกให้มากกว่านี้ และข้าพเจ้าเองก็ควรเริ่มศึกษาปรัชญาตะวันออกให้มากขึ้นด้วย



ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s